
TDRI ห่วงปี 73 "ขยะโซลาร์เซลล์"พุ่ง 7 หมื่นตัน จี้รัฐเร่งออกมาตรการป้องกัน
TDRI คาดปี73 มีขยะจากแผงโซลาร์เซลล์สูงถึง 70,000 ตัน แต่ปัจจุบันยังขาดฐานข้อมูลการติดตั้งในภาคประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการรีไซเคิล ชี้นโยบายส่งเสริมโซลาร์เซลล์ของไทยยังไม่ครบวงจร โดยมุ่งเน้นการใช้งาน แต่ขาดแผนจัดการขยะโซลาร์เซลล์
KEY
POINTS
- TDRI เตือนว่านโยบายส่งเสริมโซลาร์เซลล์ของไทยยังไม่ครบวงจร โดยมุ่งเน้นแค่การใช้งาน แต่ขาดแผนจัดการ "ต้นน้ำ" (การผลิต) และ "ปลายน้ำ" (การกำจัดซาก) ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตขยะในอนาคต
- คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 จะมีขยะจากแผงโซลาร์เซลล์สูงถึง 70,000 ตัน แต่ปัจจุบันยังขาดฐานข้อมูลการติดตั้งในภาคประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการรีไซเคิล
- การจัดการซากที่ไม่ถูกวิธีและการขาดมาตรฐานอุปกรณ์ที่บังคับใช้ เสี่ยงให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษ เพิ่มคาร์บอนฟุตปริ้นท์เป็นสองเท่า และอาจเกิดอัคคีภัยจากแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ข้อเสนอแนะสำคัญคือรัฐต้องเร่งสร้างมาตรฐานอุปกรณ์, ออกกฎหมายจัดการซากโดยใช้หลักการให้ผู้ผลิตรับผิดชอบ (EPR) และส่งเสริมการวิจัยเพื่อรีไซเคิลแร่ธาตุมีค่าจากซากแผง
ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ในประเทศไทยที่ภาครัฐกำลังเร่งผลักดันอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า หรือนโยบายโซลาร์ภาคประชาชน ที่จูงใจด้วยการลดหย่อนภาษี และการปลดล็อกกฎหมายให้ภาคอุตสาหกรรมติดตั้ง Solar Rooftop ได้ง่ายขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และแก้ปัญหาวิกฤตราคาพลังงานฟอสซิล แต่ในความเร่งรีบนี้กลับมีสัญญาณเตือนภัยที่ถูกมองข้าม ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ในอนาคต
ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้ทัศนะผ่านรายการ "ฐาน Talk" ไว้อย่างน่าสนใจว่า นโยบายพลังงานสะอาดของไทยในขณะนี้แม้จะมาถูกทางแต่ยังไม่ครบถ้วน โดยเปรียบเทียบว่ารัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การผลักดันการใช้ ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงกลางน้ำ แต่กลับยังไม่มีความชัดเจนในส่วนของ "ต้นน้ำ" คือการผลิตและการนำเข้า และ "ปลายน้ำ" คือการจัดการซากเมื่อหมดอายุการใช้งาน
ขยะโซลาร์เซลล์ 70,000 ตัน เหมือนระเบิดเวลา
ดร.ณัฐภรณ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการประเมินของ TDRI เมื่อปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2573 หรือในอีกเพียง 4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีปริมาณขยะจากแผงโซลาร์เซลล์สูงถึง 70,000 ตัน ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการประเมินก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการเร่งรัดการติดตั้งในภาคครัวเรือนด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าปริมาณขยะจริงอาจสูงกว่าที่คาดไว้มาก
ปัญหาสำคัญที่ ดร.ณัฐภรณ์ ชี้ให้เห็นคือ “คอขวดของฐานข้อมูล” ปัจจุบันภาครัฐทราบเพียงจำนวนการติดตั้งในระดับโซลาร์ฟาร์มหรือเขื่อนขนาดใหญ่ แต่สำหรับภาคประชาชนที่ติดตั้งเองตามบ้านเรือนนั้น "เราแทบไม่มีฐานข้อมูลเลยว่าใครติดตั้งเท่าไหร่" เมื่อไม่ทราบปริมาณขยะที่แน่นอน ภาคเอกชนที่จะลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลก็ไม่สามารถคำนวณจุดคุ้มทุนหรือขนาดของโรงงานได้ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
วิกฤต "งูกินหาง" เมื่อพลังงานสะอาดกลายเป็นขยะสกปรก
หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลไม่วลไม่แพ้กัน คือเรื่องผลกระทบด้านคาร์บอน ดร.ณัฐภรณ์ ระบุว่ามีการศึกษาพบว่าหากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์แต่ไม่มีระบบการจัดการซากหลังสิ้นอายุขัยที่ถูกต้อง จะทำให้ รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ของโครงการเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
"มันเหมือนงูกินหาง วันนี้เราใช้เพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิล แต่ตอนจบถ้าเราใช้วิธีเผาทำลายหรือฝังกลบแบบผิดวิธี ก๊าซเรือนกระจกที่เคยลดได้จะถูกตีกลับและบวกเพิ่มขึ้นมาทันที” ดร.ณัฐภรณ์ย้ำ
ปัจจุบันแนวทางปฏิบัติของ กกพ. ยังคงอ้างอิงวิธีเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งมีเพียงการฝังกลบ การเผา และการส่งออกไปต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งการฝังกลบเสี่ยงต่อการที่โลหะหนักอย่าง ตะกั่ว พลวง และสังกะสี จะรั่วซึมลงสู่สิ่งแวดล้อมหากแผงเกิดการชำรุดเสียหาย
อย่าให้ไฟไหม้บนถนน ย้ายมาไหม้ที่บ้าน
นอกจากเรื่องขยะ ดร.ณัฐภรณ์ ยังแสดงความกังวลเรื่องมาตรฐานอุปกรณ์ โดยเฉพาะระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (ESS) ที่ใช้ควบคู่กับโซลาร์เซลล์ ปัจจุบันแบตเตอรี่เหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่า Power Bank มาก แต่กลับยังไม่มีมาตรฐานบังคับเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป "เราไม่อยากให้ภาพไฟไหม้รถ EV บนถนน ย้ายมาเป็นการไฟไหม้ที่บ้านเพราะแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน" นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ที่ไร้มาตรฐานยังมีแนวโน้มจะเสียก่อนกำหนด 20-30 ปี ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาขยะให้มาเร็วขึ้นกว่าเดิม
ข้อเสนอแนะ "กระดุมเม็ดถัดไป"
ดร.ณัฐภรณ์ ได้เสนอแนวทางที่รัฐบาลต้องเร่งทำทันทีคือ 3ข้อหลักๆ ได้แก่
1. เรื่องมาตรฐานต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ
ปัจจุบันประเทศไทยยังเผชิญกับช่องว่างด้านมาตรฐานที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งการขาดมาตรฐานบังคับเนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีมาตรฐานบังคับสำหรับแผงโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ที่ภาครัฐให้การส่งเสริม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้เป็นมาตรฐานบังคับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
มาตรฐานระบบกักเก็บพลังงานในบ้าน (Energy Storage System - ESS) ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับหรือมากกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แต่กลับยังไม่มีมาตรฐานบังคับเหมือนกับแบตเตอรี่พกพา (Power Bank). หากขาดมาตรฐานที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัยภายในที่พักอาศัยได้
ควรสร้างมาตรฐานของแผงโซลาร์เซลล์ให้มีคุณภาพ เพราะแผงที่ไม่ได้มาตรฐานมีโอกาสเสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุการใช้งานปกติ (20-30 ปี) ซึ่งจะยิ่งเร่งให้เกิดปัญหาขยะโซล่าเซลล์เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ และต้องมาตรฐานการส่งต่อ (มือสอง) เพื่อควบคุมการส่งต่อแผงโซล่าเซลล์มือสองจากโซลาร์ฟาร์มไปยังภาคเกษตรกร เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการนำ "ซาก" ที่ใช้งานไม่ได้จริงไปหลอกทิ้งให้กับเกษตรกร
2. เรื่องกฎหมายและแนวทางที่ครอบคลุมทั้ง Ecosystem
ดร. ณัฐพร เปิดเผยว่าในปัจจุบันแนวทางการจัดการซากโซลาร์เซลล์ของ กกพ. ยังใช้วิธีเดิมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ได้แก่ ฝังกลบ, เผา และส่งออกไปประเทศอื่น ซึ่งไม่ตอบโจทย์เรื่องการลดคาร์บอนและอาจทำให้รอยเท้าคาร์บอนของโครงการเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
ดร. ณัฐพรเสนอให้นำหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) มาใช้ โดยให้ความรับผิดชอบของผู้ผลิตไม่สิ้นสุดแค่การขาย แต่ต้องครอบคลุมไปจนถึงการกำจัดเมื่อสิ้นอายุขัย อย่างไรก็ตามภายใต้หลักการ EPR ผู้ผลิตควรคำนวณค่ากำจัดรวมไว้ในราคาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนในภายหลัง โดยมีการประเมินว่า "ค่าความเสี่ยงในการกำจัด" (Risk Premium) จะอยู่ที่ประมาณ 0.5 - 0.6% ของมูลค่าโครงการ
สำหรับหน้าที่ของภาครัฐนั้น ต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) ออกกฎหมายเฉพาะ บังคับให้มีการรายงานปริมาณการขายและการรับกลับมากำจัดอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทราบฐานข้อมูลขยะที่ชัดเจน
3. เรื่องการส่งเสริม R&D ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ
ประเทศไทยควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นเพียง "ผู้ประกอบแผง" โดยยังต้องนำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์ (Silicon Wafer) จากต่างประเทศ ควรมีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและทรัพยากรจากต่างชาติเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
ในขณะเดียวกัน ควรมุ่งเน้นการทำ "เหมืองในเมือง"(Urban Mining) โดยใช้วิจัยและเทคโนโลยีสกัดแร่ธาตุมีค่าจากแผงโซล่าเซลล์กลับมาใช้ใหม่ เช่น อลูมิเนียม ที่มีอยู่ประมาณ 12-19% ,กระจกนิรภัย 50-80% ,ซิลิกอน 3-4% รวมถึงเงินและทองแดง โดยรัฐควรเพิ่มทุนวิจัยด้านการจัดการซาก เพราะปัจจุบันไทยมีงานวิจัยด้านนี้น้อยมาก เป้าหมายคือเพื่อให้ไทยมีเทคโนโลยีการกำจัดของตนเอง ไม่ต้องเสียค่าสิทธิบัตรซ้ำซ้อนทั้งตอนนำเข้าแผงและตอนกำจัดซาก
สุดท้ายแล้วการสร้างระบบข้อมูลวิจัยและพัฒนา ในเชิงนโยบายเพื่อสร้างฐานข้อมูลการติดตั้งในภาคประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้นักลงทุนสามารถคำนวณความคุ้มค่าในการตั้งโรงงานรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำ





