thansettakij
thansettakij
TDRI ผ่าสาเหตุรถยนต์ EV ไฟไหม้ มาตรฐานแบตเตอรี่ไทยล้าหลัง

TDRI ผ่าสาเหตุรถยนต์ EV ไฟไหม้ มาตรฐานแบตเตอรี่ไทยล้าหลัง

10 มิ.ย. 69 | 10:32 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 12:01 น.

ดร.อติชาติ โรจนกร นักวิจัย TDRI ผ่าสาเหตุรถยนต์ EV ไฟไหม้ เริ่มต้นจากระดับเซลล์แบตเตอรี่ ซึ่งประเทศไทยยังใช้มาตรฐานแบตเตอรี่ที่ล้าหลัง แนะเร่งยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมนานาชาติ เพื่อป้องกันแบตเตอรี่คุณภาพต่ำทะลักเข้าประเทศ

KEY

POINTS

  • สาเหตุหลักของไฟไหม้รถยนต์ EV คือปรากฏการณ์ "Thermal Runaway" ซึ่งเป็นปฏิกิริยาลุกลามความร้อนที่เริ่มจากเซลล์แบตเตอรี่เพียงเซลล์เดียว ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ระบบชาร์จไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • มาตรฐานแบตเตอรี่ของไทย (มอก.) ในปัจจุบันยังล้าหลัง โดยเน้นแค่การทดสอบความทนทานต่อการกระแทก ซึ่งต่างจากมาตรฐานสากลใหม่ที่ใช้ซอฟต์แวร์เฝ้าระวังและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้า
  • TDRI เสนอให้ไทยเร่งยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมนานาชาติ เพื่อป้องกันการนำเข้าแบตเตอรี่คุณภาพต่ำซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า และสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภคในระยะยาว

แม้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก แต่ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ยังคงเป็นข้อกังวลของผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแล และการเตรียมความพร้อมของไทยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

ดร.อติชาติ โรจนกร นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ให้มุมมองว่า แบตเตอรี่ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอยู่แล้ว เช่นแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ หรือพาวเวอร์แบงค์เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือรถยนต์ไฟฟ้ามีปริมาณพลังงานสะสมสูงมาก (แบตเตอรี่ลูกใหญ่) เมื่อเกิดเหตุผิดปกติจึงอาจมีความรุนแรงมากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป

แบตเตอรี่ไฟไหม้ เริ่มจากเซลล์เดียว 

ดร.อติชาติ อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญของเพลิงไหม้แบตเตอรี่คือปรากฏการณ์ "Thermal Runaway" หรือปฏิกิริยาความร้อนลุกลาม ซึ่งอาจเริ่มต้นจากความผิดปกติของเซลล์แบตเตอรี่เพียงเซลล์เดียว ก่อนจะส่งผ่านความร้อนไปยังเซลล์อื่นภายในแพ็กในรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันอาจมีเซลล์แบตเตอรี่นับพันเซลล์ การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระดับเซลล์จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แม้ผู้ผลิตจะมีระบบควบคุมคุณภาพในโรงงานแล้วก็ตาม

เมื่อเกิด Thermal Runaway จะเกิดการสลายตัวของวัสดุภายในแบตเตอรี่และปลดปล่อยก๊าซที่สนับสนุนการเผาไหม้ ทำให้การควบคุมเพลิงทำได้ยากกว่าการเกิดไฟไหม้ทั่วไป และมักต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อระบายความร้อนและป้องกันการลุกลามของปฏิกิริยาความร้อน

นอกจากตัวเซลล์แบตเตอรี่แล้ว ดร.อติชาติ ระบุว่า ความเสี่ยงยังอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งระบบไฟฟ้าสำหรับการชาร์จ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และปัจจัยภายนอก

กรณีการชาร์จไฟ ความเสี่ยงอาจเกิดจากการใช้อุปกรณ์ชาร์จร่วมกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่นความเสี่ยงมักเกิดจากการใช้หัวชาร์จฉุกเฉิน (Portable/Emergency Charger) กับระบบไฟในบ้านที่เก่าหรือไม่รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน (เช่น 12 ชั่วโมง) จนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่ระบบสายส่งในบ้านแล้วลามมาติดรถ

ขณะเดียวกัน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ หรือ Battery Management System (BMS) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการทำงานของแบตเตอรี่ ก็ถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ หากเกิดความผิดปกติของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการจัดการแบตเตอรี่ที่ไม่เหมาะสมและนำไปสู่ความร้อนสูงผิดปกติได้

นอกจากนี้ ความเสียหายจากอุบัติเหตุ การกระแทก ก้อนหินกระเด็น หรือการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้แบตเตอรี่เกิดความเสียหายได้เช่นกัน

แบตเตอรี่ไฟไหม้ รู้ล่วงหน้าได้ 

ดร.อติชาติ มองว่า แนวโน้มมาตรฐานความปลอดภัยของโลกกำลังเปลี่ยนจากการตรวจสอบเพียงโครงสร้างทางกายภาพ ไปสู่การใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเฝ้าระวังความปลอดภัย โดยเฉพาะในแนวคิดของมาตรฐาน UN R100 Revision 3 ซึ่งให้ความสำคัญกับการตรวจจับความผิดปกติของอุณหภูมิภายในชุดแบตเตอรี่ และการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ล่วงหน้า

UN R100 คือ มาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery Safety Standard) ที่ออกโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติสำหรับยุโรป (UNECE) เพื่อกำหนดการทดสอบและรับรองความปลอดภัยของชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงในรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด

ดร.อติชาติ ระบุว่า ระบบ BMS ที่มีประสิทธิภาพควรสามารถตรวจพบสัญญาณผิดปกติของ Thermal Runaway พร้อมแจ้งเตือนผ่านหน้าจอและระบบเสียง เพื่อให้ผู้โดยสารมีเวลาอพยพออกจากรถได้ก่อนเกิดเหตุรุนแรง

ระบบ BMS เปรียบเสมือน "สมอง" ของแบตเตอรี่ที่คอยดูแลให้ระบบทำงานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจากการป้องกันเชิงโครงสร้าง ไปสู่การเฝ้าระวังเชิงรุกผ่านระบบอัจฉริยะภายในรถ

ไทยไม่อัปเดต มาตรฐานแบตเตอรี่

ในปัจจุบันแบตเตอรี่ของประเทศไทยใช้ มาตรฐาน มอก. 3026-2563 ที่อ้างอิงจาก UN R100 Revision 2 ซึ่งเน้นการทดสอบด้านโครงสร้างและความปลอดภัยของชุดแบตเตอรี่เมื่อเกิดการชนหรือแรงกระแทก ในขณะที่หลายประเทศกำลังทยอยยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มบทบาทของระบบซอฟต์แวร์ การติดตามสถานะของแบตเตอรี่ และระบบแจ้งเตือนความผิดปกติ

ดร.อติชาติ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยไม่ยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับประเทศผู้ผลิต อาจทำให้ผู้ประกอบการเลือกนำผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานต่ำกว่าเข้ามาจำหน่าย เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในระยะยาว

ดร.อติชาติ โรจนกร นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA)

จีนยกระดับทดสอบเข้มถึงระดับเซลล์

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือมาตรฐาน GB 38031-2025 ของประเทศจีน ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ดร.อติชาติ ระบุว่า มาตรฐานดังกล่าวมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการทดสอบในระดับเซลล์แบตเตอรี่ ไม่ใช่เฉพาะระดับแพ็กเท่านั้น

ตัวอย่างหนึ่งคือการทดสอบด้วยการเจาะเซลล์แบตเตอรี่ (Nail Penetration Test) วิธีการทดสอบที่เป็นจุดเด่นคือ การใช้เข็มเจาะเข้าไปในเซลล์แบตเตอรี่โดยตรง แล้วทิ้งไว้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งผลการทดสอบคือจะต้องไม่เกิดเพลิงไหม้ขึ้น นอกจากการเจาะแล้วยังมีการทดสอบจำลองสถานการณ์อุบัติเหตุอื่น ๆ เช่น การกระแทก หรือการทิ้งลูกบอลลงมากระแทกตัวแบตเตอรี่

เกณฑ์การตัดสินคือ ภายหลังจากการถูกเจาะหรือกระแทก แบตเตอรี่จะต้องไม่เกิดไฟไหม้ภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อให้มี "ช่องว่าง" หรือเวลาเพียงพอสำหรับให้ผู้โดยสารหนีออกจากรถ และเจ้าหน้าที่สามารถเคลื่อนย้ายรถที่ประสบเหตุออกจากแหล่งชุมชนหรือท้องถนนได้อย่างปลอดภัย

อัปเดตซอฟต์แวร์ ป้องกันก่อนเกิดเหตุ

อีกข้อเสนอสำคัญของ ดร.อติชาติ คือการใช้ระบบ OTA (Over-the-Air Update) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านความปลอดภัย โดยหากผู้ผลิตตรวจพบความเสี่ยงจากข้อมูลที่ได้รับจากรถยนต์ ก็สามารถอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล หรือสั่งให้รถเข้าสู่ Safe Mode เพื่อจำกัดการทำงานบางส่วน เช่น การจำกัดระยะทางการวิ่ง ตัวอย่างเช่น ลดจาก 600 กิโลเมตรเหลือ 300 กิโลเมตร หรือจำกัดการชาร์จไฟ เพื่อประวิงเวลาและรักษาความปลอดภัยก่อนที่จะเกิดการลุกไหม้หรือความเสียหายรุนแรง ลดภาระของแบตเตอรี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุร้ายแรงได้ทันที

แม้การจำกัดสมรรถนะของรถชั่วคราวอาจส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่ความปลอดภัยของผู้บริโภคควรเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญสูงสุด
ประเทศไทยต้องเตรียมทั้งคน ระบบ และกติกา

ดร.อติชาติ เห็นว่า การผลักดันอุตสาหกรรม EV อย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า สถานีชาร์จ การสร้างองค์ความรู้ให้บุคลากรด้านการถอดประกอบและจัดการซากแบตเตอรี่อย่างปลอดภัย รวมถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

พร้อมเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมกลไกการกำกับดูแล การเยียวยาผู้บริโภค และการสื่อสารสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีใหม่ ขณะเดียวกันผู้ใช้รถเองก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด หมั่นสังเกตความผิดปกติของรถ และดูแลระบบการชาร์จไฟให้ได้มาตรฐาน

สุดท้าย ดร.อติชาติ มองว่า การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไม่ใช่อุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในระยะยาว