thansettakij
thansettakij
'พิรุณ'ชี้ พ.ร.บ.Climate Change มุ่งสู่ Net Zero คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

'พิรุณ'ชี้ พ.ร.บ.Climate Change มุ่งสู่ Net Zero คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

25 มิ.ย. 69 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มิ.ย. 69 | 05:14 น.

“พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช“ ชี้ Net Zero คือกติกาใหม่โลก ย้ำไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่คือทางรอดเศรษฐกิจ เร่งดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งสู่พลังงานสะอาดสู่ Net Zero ปี 2050

KEY

POINTS

  • การมุ่งสู่ Net Zero ผ่าน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่ใช้เรื่องคาร์บอนเป็นเกณฑ์ในการแข่งขัน
  • ร่างกฎหมายดังกล่าวจะใช้เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เช่น การบังคับรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซ, ระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (ETS) และการเก็บภาษีคาร์บอน
  • รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ไทยบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีแผนการลดก๊าซเรือนกระจกและใช้เทคโนโลยีสะอาดเป็นระยะ ควบคู่กับการปกป้องพื้นที่ป่าไม้

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก “ฐานเศรษฐกิจ” ได้เปิดเวที Road to Net Zero 2026 : Energy Transition ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมถอดบทเรียนและนำเสนอทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ บทบาทพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงมาตรการและโอกาสทางธุรกิจที่จะกำหนดทิศทางประเทศไทยในอนาคต

ในหัวข้อ “Thailand Green Transition สมดุลเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน”  ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) หรือ "กรมลดโลกร้อน" หน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายให้นำเสนอนโยบายการผลักดันเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล 

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) หรือ "กรมโลกร้อน" กล่าวบนเวที Road to Net Zero 2026 : Energy Transition 

โดยเป้าหมายหลักคือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเร็วขึ้น มั่นคง และยั่งยืน ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ซึ่งโลกกำลังตั้งคำถามว่าพลังงานฟอสซิลยังควรเป็นพลังงานหลักเพื่อความมั่นคง (Security) หรือไม่ หรือควรบริหารจัดการพอร์ตพลังงานอย่างไรให้สมดุล นอกจากนี้ "สงครามการค้า" ยังบีบให้ผู้เล่นที่ไม่พร้อมในกติกาความยั่งยืนต้องออกจากสนามการค้า เนื่องจากมาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอนในสินค้าส่งออก 

"การเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคาร์บอนเป็นกฎกติกาที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน แต่ถ้าระบบนิเวศโดยรอบไม่ได้หมุนตามเป้าหมายของคาร์บอน ท่านจะไม่สามารถบรรลุการเป็น Net Zero ได้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับท่านไม่สามารถที่จะเติบโตแบบแข่งขันได้ในเวทีเศรษฐกิจโลก 

เพราะวันนี้มันไม่ใช่เรื่องของการรักษ์โลก ไม่ใช่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจและการแข่งขันชิงอำนาจในความได้เปรียบทางการค้าการลงทุน"

ความเสี่ยงหากไม่สามารถบรรลุ Net Zero ได้

ดังนั้น ความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบริบทโลกใหม่จึงมีหลายด้าน ได้แก่

  • ความเสี่ยงทางกายภาพ ขณะที่โลกร้อนขึ้นทำให้อิทธิพลของเอลนีโญรุนแรงขึ้น กลายเป็นคลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ GDP loss หรือ มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในทุกปี และประเทศที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่สามารถปล่อยให้ภัยพิบัติมาทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

'พิรุณ'ชี้ พ.ร.บ.Climate Change มุ่งสู่ Net Zero คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

  • ความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก จากทั้งหมดกว่า 190 ประเทศ
  • ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบและประกันภัย โดยเริ่มมีรูปแบบการทำ Climate Insurance Sandbox ร่วมกับ UNDP และบริษัทประกัน เพื่อดึงเงินจาก Green Climate Fund มาทดสอบการบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งการเริ่มได้เร็วถือเป็นจุดได้เปรียบ 
  • ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งภาคธุรกิจต้องมองคู่ค้าจาก "Suppliers" ให้เป็น "Business Partner" และต้องร่วมกันคิดเพื่อพยุงบริษัทไปสู่อนาคต 
  • ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regulatory Risk) หากไม่พร้อมจะอยู่รอดได้ยาก เนื่องจากคู่ค้า (เช่น EU) จะไม่ซื้อสินค้าที่มีคาร์บอนสูงหากมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

ผลักดันร่าง พ.ร.บ.มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 

ขณะที่ยุทธศาสตร์สู่ Net Zero และการจัดการพื้นที่สีเขียว รัฐบาลได้กำหนดนโยบายชัดเจนตามข้อ 18 เพื่อเข้าสู่ Net Zero ในปี 2050 และผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเป้าหมายระยะสั้นในปี 2030 ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันทำได้ 13.5% (เกินเป้า KPI ที่ 12%) ส่วนปี 2035 กำลังศึกษาการเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ส่วนการจัดการพื้นที่ป่าไม้ในไทย ก็สามารถดูดซับก๊าซได้จำกัดที่ประมาณ 120 ล้านตัน รัฐบาลย้ำการปกป้องพื้นที่ป่าควบคู่กับการคืนความเป็นธรรมให้ผู้ที่พิสูจน์สิทธิ์ได้ แต่ใครที่บุกรุกต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ในด้านเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) ก็จะเริ่มฉีดคาร์บอนลงใต้ดินในปี 2035 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2050 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการกักเก็บสะสม 450 ล้านตัน

'พิรุณ'ชี้ พ.ร.บ.Climate Change มุ่งสู่ Net Zero คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

สำหรับแผนปฏิบัติการภาคพลังงานและเทคโนโลยีสะอาด การทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน ได้แบ่งเป็นเฟสตามความพร้อมของเทคโนโลยี ดังนี้

  • 2025-2027: ใช้เทคโนโลยีที่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ (Commercialized)
  • 2030-2035: เริ่มใช้เทคโนโลยีที่ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐ เช่น Ammonia Firing และ Smart Grid
  • 2040-2050: มุ่งสู่พลังงานสะอาด เช่น SMR (Small Modular Reactor) โดยตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานสะอาด (Clean Energy) ที่ 74% ในปี 2050 เพื่อสร้างความมั่นคงและสมดุล

ดร.พิรุณ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังสร้าง "เครื่องมือใหม่" ผ่านร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (14 หมวด 205 มาตรา) ด้วยการรายงานข้อมูล (Mandatory Reporting) บังคับให้อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซสูงรายงานข้อมูลการปล่อย (Scope 1 และ 2) ผ่าน Digital Platform, ม่ระบบ ETS (Emission Trading System) ที่กรมจะจัดสรรสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (Emission Allowance) เป็นรายปี ซึ่งสิทธิ์นี้ถือเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านไทย ไปสู่เศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ

มีมาตรการควบคุมการฟอกเขียว (Greenwashing) กำหนดให้ใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยได้เพียง 15% (หรือ 30% ในช่วงแรก) เพื่อเน้นการลดก๊าซจากการผลิตจริง, ยังมีภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่จะเก็บภาษีจากต้นทาง เช่น ถ่านหิน ก๊าซ และน้ำมันสำเร็จรูป เช่นหากเก็บ 200 บาท/ตัน จะกระทบค่าไฟประมาณ 4 สตางค์, หากเก็บ 1,000 บาท/ตัน (ปี 2030 เป็นต้นไป) จะกระทบค่าไฟ 40 สตางค์ ซึ่งจะทำให้ถ่านหินแพงกว่าพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์หรือลม ซึ่งเงินภาษีเหล่านี้จะถูกนำมาทำ Tax Rebate เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคที่เลือกใช้สินค้าประหยัด

ตลาดคาร์บอนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต

ทั้งนี้ ในตลาดคาร์บอนอาเซียน ถือว่ามีรูปแบบการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมและมีรูปแบบการแข่งขันที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยประเทศไทยถือว่าได้เปรียบหลายประเทศเพราะ "มีของขาย" (มีโครงการลดก๊าซในประเทศ) และมีมาตรฐาน Premium T-VER ที่สากลยอมรับ ม่ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมีโครงการคาร์บอนเครดิตร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ประมาณ 8 โครงการ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคาร์บอนเป็นกฎกติกาที่เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน" นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ "การอยู่รอดทางเศรษฐกิจและการแข่งขันชิงอำนาจทางการค้าการลงทุน" ปัจจุบันร่าง พรบ. อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (พิจารณาสัปดาห์ละ 3 วัน) คาดว่าจะผ่านสภาและบังคับใช้ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีโลก