thansettakij
thansettakij
WHA เร่ง Energy Transition ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียน 1,222 MW

WHA เร่ง Energy Transition ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียน 1,222 MW

10 มิ.ย. 69 | 05:45 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มิ.ย. 69 | 05:33 น.

WHA เร่ง Energy Transition ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียน 1,222 MW ดัน EV เชิงพาณิชย์ 10,000 คัน สู่ Net Zero ขับเคลื่อนแนวคิด “กรีนต้องกินได้” ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคม

KEY

POINTS

  • WHA ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
  • ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “กรีนต้องกินได้” โดยมองว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างรายได้และผลกำไร ไม่ใช่ภาระต้นทุน
  • มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในหลากหลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น กรีนไฮโดรเจน และการดักจับคาร์บอน (CCUS)

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ WHA Group นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้เป้าหมาย Net Zero และแนวคิด “กรีนต้องกินได้” ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID กล่าวถึงภาพรวมของ WHA กับการเร่ง Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID  ระบุว่า บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับเป้าหมาย Net Zero ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่เดิม โดยก่อนหน้านี้บริษัทมีธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ก่อนจะเห็นแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเดินหน้าพัฒนาธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจสีเขียวของบริษัทไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และกำไรควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 1,222 เมกะวัตต์

สำหรับการดำเนินการภายใต้โมเดลธุรกิจสีเขียว WHA Group ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 1,222 เมกะวัตต์ และเพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030

นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้า SMR กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์

บริษัทดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในหลายรูปแบบ ทั้งโซลาร์ฟาร์ม โครงการโซลาร์ลอยน้ำ และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคาร โดยมีเป้าหมายช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในต้นทุนที่ลดลง ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 800,000 ตันภายในปี 2573

ชูแนวคิด “กรีนต้องกินได้” สร้างการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน

WHA Group ย้ำแนวคิดการดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมายการสร้างอนาคตของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมองว่าการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การสร้างคุณค่าและสนับสนุนสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

ภายใต้แนวคิด “กรีนต้องกินได้” บริษัทมองว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน

“กรีนต้องกินได้คือแนวทางที่ WHA Group ยึดถือมาโดยตลอด เราบอกว่าเราเป็นผู้ Shape the Future แต่วันนี้อยากเน้นย้ำมากขึ้นว่า เราต้องช่วยสร้างอนาคตของประเทศไทยให้เดินไปในทิศทางที่ยั่งยืนด้วย ไม่ใช่เพียงดึงการลงทุนหรืออุตสาหกรรมเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน” นายปจงวิช กล่าว

Green Mobility สร้าง Ecosystem รถ EV ครบวงจร

ขณะที่ธุรกิจ Mobility ภายใต้แบรนด์ Mobilix  ซึ่งให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แบบระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่รถบรรทุก รถบัส รถหัวลาก ไปจนถึงรถโดยสารส่วนบุคคล โดยมุ่งเน้นหลักไปที่กลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถบัส พร้อมทำหน้าที่คัดเลือกและจัดหายานพาหนะร่วมกับผู้ผลิต (Supplier) เพื่อให้ลูกค้าได้รับรถที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานมากที่สุด

นอกจากการให้บริการเช่ารถแล้ว บริษัทยังพัฒนา Ecosystem รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ทั้งการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า (Charging Station) ตามเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้สามารถใช้งานรถ EV ได้อย่างต่อเนื่องครบเส้นทาง (Loop) เพิ่มอัตราการใช้งานรถ (Utilization) และลดข้อกังวลด้านการเข้าถึงจุดชาร์จของผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน บริษัทยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริหารจัดการการเดินรถ ช่วยวางแผนเส้นทาง การจัดตารางการส่งสินค้า การบริหารจัดการแบตเตอรี่ และการกำหนดช่วงเวลาชาร์จที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและลดต้นทุนด้านการขนส่ง

นายปจงวิช ระบุว่า ภายในปี 2573 ธุรกิจ Green Mobility จะมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจากระดับประมาณ 3,000 ตันในปัจจุบัน คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 140,000 ตัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนในระยะยา

ส่วนการดำเนินงานภายในองค์กร บริษัทระบุว่าได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ดำเนินงานของตนเอง พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานในระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม ระบบปั๊มน้ำ และระบบไฟส่องสว่าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการใช้พลังงานโดยรวม

นอกจากนี้ บริษัทยังทยอยเปลี่ยนรถยนต์ในกองยานพาหนะขององค์กรจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าในกองยานแล้ว 42 คัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ Scope 1 ขององค์กร

สำหรับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ Scope 1 และ Scope 2 ลง 42% ภายในปี 2573 ก่อนขยายสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1 Scope 2 และ Scope 3

จับมือแม่ฟ้าหลวงยกระดับพื้นที่สีเขียวในนิคม

นอกจากการดำเนินงานด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยผู้บริหารระบุว่า บริษัทได้ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม จากเดิมที่เป็นพื้นที่สีเขียวทั่วไปให้พัฒนาเป็นพื้นที่ป่า ผ่านการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่สีเขียวของนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิด Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพพื้นที่สีเขียวและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพภายในนิคมอุตสาหกรรม

โครงการเริ่มดำเนินการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) โดยพบพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงข้อมูลด้านสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุในระดับปานกลางและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานในการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการนำร่องด้านการฟื้นฟูคุณภาพดินผ่านแนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้ปลูกต้นไม้แล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 และ WHA ESIE 3 ขณะที่ในปี 2569 มีแผนปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ ในพื้นที่ WHA ESIE 2 และ RY36

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายการดำเนินงานไปยังนิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่น โดยตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่เพิ่มเติมอีก 82 ไร่ภายในปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL)

เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าไปในที่ดินใดก็ตามที่มีธรรมชาติอยู่แล้วจึงต้องการคืนธรรมชาตินั้นกลับมาให้การที่เรียกว่า No Net Loss ทำให้สภาพนั้นเปลี่ยนไปแค่ไหน ต้องเอากลับคืนมาให้ได้เท่ากัน แล้วในปี 2050 จะไปถึง Positive ก็คือทำให้ดีกว่าเดิม นายปจงวิชกล่าว

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • WHA