
WHA เร่ง Energy Transition ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียน 1,222 MW
WHA เร่ง Energy Transition ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียน 1,222 MW ดัน EV เชิงพาณิชย์ 10,000 คัน สู่ Net Zero ขับเคลื่อนแนวคิด “กรีนต้องกินได้” ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคม
KEY
POINTS
- WHA ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
- ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “กรีนต้องกินได้” โดยมองว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างรายได้และผลกำไร ไม่ใช่ภาระต้นทุน
- มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในหลากหลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น กรีนไฮโดรเจน และการดักจับคาร์บอน (CCUS)
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ WHA Group นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้เป้าหมาย Net Zero และแนวคิด “กรีนต้องกินได้” ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID ระบุว่า บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับเป้าหมาย Net Zero ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่เดิม โดยก่อนหน้านี้บริษัทมีธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ก่อนจะเห็นแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเดินหน้าพัฒนาธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจสีเขียวของบริษัทไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และกำไรควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 1,222 เมกะวัตต์
สำหรับการดำเนินการภายใต้โมเดลธุรกิจสีเขียว WHA Group ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 1,222 เมกะวัตต์ และเพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030
นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้า SMR กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์
บริษัทดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในหลายรูปแบบ ทั้งโซลาร์ฟาร์ม โครงการโซลาร์ลอยน้ำ และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคาร โดยมีเป้าหมายช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในต้นทุนที่ลดลง ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 800,000 ตันภายในปี 2573
ชูแนวคิด “กรีนต้องกินได้” สร้างการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน
WHA Group ย้ำแนวคิดการดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมายการสร้างอนาคตของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมองว่าการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การสร้างคุณค่าและสนับสนุนสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
ภายใต้แนวคิด “กรีนต้องกินได้” บริษัทมองว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน
“กรีนต้องกินได้คือแนวทางที่ WHA Group ยึดถือมาโดยตลอด เราบอกว่าเราเป็นผู้ Shape the Future แต่วันนี้อยากเน้นย้ำมากขึ้นว่า เราต้องช่วยสร้างอนาคตของประเทศไทยให้เดินไปในทิศทางที่ยั่งยืนด้วย ไม่ใช่เพียงดึงการลงทุนหรืออุตสาหกรรมเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน” นายปจงวิช กล่าว
Green Mobility สร้าง Ecosystem รถ EV ครบวงจร
ขณะที่ธุรกิจ Mobility ภายใต้แบรนด์ Mobilix ซึ่งให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แบบระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่รถบรรทุก รถบัส รถหัวลาก ไปจนถึงรถโดยสารส่วนบุคคล โดยมุ่งเน้นหลักไปที่กลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถบัส พร้อมทำหน้าที่คัดเลือกและจัดหายานพาหนะร่วมกับผู้ผลิต (Supplier) เพื่อให้ลูกค้าได้รับรถที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานมากที่สุด
นอกจากการให้บริการเช่ารถแล้ว บริษัทยังพัฒนา Ecosystem รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ทั้งการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า (Charging Station) ตามเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้สามารถใช้งานรถ EV ได้อย่างต่อเนื่องครบเส้นทาง (Loop) เพิ่มอัตราการใช้งานรถ (Utilization) และลดข้อกังวลด้านการเข้าถึงจุดชาร์จของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน บริษัทยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริหารจัดการการเดินรถ ช่วยวางแผนเส้นทาง การจัดตารางการส่งสินค้า การบริหารจัดการแบตเตอรี่ และการกำหนดช่วงเวลาชาร์จที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและลดต้นทุนด้านการขนส่ง
นายปจงวิช ระบุว่า ภายในปี 2573 ธุรกิจ Green Mobility จะมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจากระดับประมาณ 3,000 ตันในปัจจุบัน คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 140,000 ตัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนในระยะยา
ส่วนการดำเนินงานภายในองค์กร บริษัทระบุว่าได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ดำเนินงานของตนเอง พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานในระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม ระบบปั๊มน้ำ และระบบไฟส่องสว่าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการใช้พลังงานโดยรวม
นอกจากนี้ บริษัทยังทยอยเปลี่ยนรถยนต์ในกองยานพาหนะขององค์กรจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าในกองยานแล้ว 42 คัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ Scope 1 ขององค์กร
สำหรับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ Scope 1 และ Scope 2 ลง 42% ภายในปี 2573 ก่อนขยายสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1 Scope 2 และ Scope 3
จับมือแม่ฟ้าหลวงยกระดับพื้นที่สีเขียวในนิคม
นอกจากการดำเนินงานด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยผู้บริหารระบุว่า บริษัทได้ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม จากเดิมที่เป็นพื้นที่สีเขียวทั่วไปให้พัฒนาเป็นพื้นที่ป่า ผ่านการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่
นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่สีเขียวของนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิด Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพพื้นที่สีเขียวและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพภายในนิคมอุตสาหกรรม
โครงการเริ่มดำเนินการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) โดยพบพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด รวมถึงข้อมูลด้านสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุในระดับปานกลางและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานในการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการนำร่องด้านการฟื้นฟูคุณภาพดินผ่านแนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้ปลูกต้นไม้แล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 และ WHA ESIE 3 ขณะที่ในปี 2569 มีแผนปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ ในพื้นที่ WHA ESIE 2 และ RY36
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายการดำเนินงานไปยังนิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่น โดยตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่เพิ่มเติมอีก 82 ไร่ภายในปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL)
เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าไปในที่ดินใดก็ตามที่มีธรรมชาติอยู่แล้วจึงต้องการคืนธรรมชาตินั้นกลับมาให้การที่เรียกว่า No Net Loss ทำให้สภาพนั้นเปลี่ยนไปแค่ไหน ต้องเอากลับคืนมาให้ได้เท่ากัน แล้วในปี 2050 จะไปถึง Positive ก็คือทำให้ดีกว่าเดิม นายปจงวิชกล่าว






