
บิ๊กดาต้าเซ็นเตอร์ ‘STT GDC-AWS- Telehouse’ ขู่รัฐ รีดค่าไฟเพิ่ม-ย้ายลงทุน
ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกจับตาเป็นอุตสาหกรรมใช้ทรัพยากรสูง ทั้งไฟฟ้า-น้ำ รัฐจ่อวางกติกาให้ร่วมแบกรับต้นทุนระบบ ซื้อไฟแพงขึ้น ด้าน STT GDC-AWS เตือนไทยเสี่ยงเสียแต้มแข่งขัน นักลงทุนย้ายหนี นักวิชาการจุฬาฯชี้ ต้องทำให้เป็น “Fair Game”
KEY
POINTS
- ภาครัฐมีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชน
- ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ (STT GDC, AWS, Telehouse) แสดงความกังวลว่าการขึ้นค่าไฟจะกระทบต้นทุนอย่างหนักและลดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- หากต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อาจทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ หรือย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน
การเข้ามาลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI ถูกมองเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งในแง่การรองรับบริการคลาวด์ อีคอมเมิร์ซ สตรีมมิง ธุรกรรมออนไลน์ ไปจนถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหลังศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ดูทันสมัยและจับต้องไม่ได้ กลับมีต้นทุนด้านทรัพยากรสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
ผลกระทบสำคัญประการแรกคือ การใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง เซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อจัดเก็บ ประมวลผล และรับส่งข้อมูล หากเป็นศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ความต้องการใช้พลังงานยิ่งสูงขึ้น เพราะชิปประมวลผลสร้างความร้อนมากและต้องใช้ระบบทำความเย็นควบคู่กันไป
ใช้ไฟตลอดวัน กดดันสายส่งและพลังงาน
ผลกระทบอีกด้านคือ การใช้น้ำจำนวนมาก เพื่อระบายความร้อน ข้อมูลที่มีการอ้างถึงระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกลางหนึ่งแห่งใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านลิตรต่อวันสำหรับระบบหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บางแห่งอาจใช้น้ำได้สูงถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 18.9 ล้านลิตรต่อวัน เทียบเท่าการใช้น้ำของเมืองขนาด 10,000-50,000 คน
รัฐจ่อวางกติกา ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมจ่าย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเข้ามาในไทยต้องมีการบริหารจัดการอย่างรัดกุม แม้จะเป็นโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร ทั้งที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำ เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ และดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนา Smart Grid และโครงข่ายไฟฟ้าสะอาดของประเทศด้วย
ภาครัฐมีแนวคิดกำหนดเงื่อนไขให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีส่วนร่วมแบกรับภาระและรับผิดชอบต่อระบบไฟฟ้า โดยแนวทางสำคัญคือ การให้ดาต้าเซ็นเตอร์ยอมรับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงจากการนำเข้า LNG และนำส่วนต่างมาช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย
“Data Center ใช้ไฟและน้ำมหาศาล จึงอาจกำหนดเงื่อนไขในการขอรับส่งเสริมการลงทุนและขอใช้ไฟว่า Data Center ต้องรับผิดชอบต่อระบบ เช่น การช่วยลงทุนใน Smart Grid หรือการยอมรับซื้อไฟในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงที่สูงกว่า เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมเดิมของไทย”นายเอกนัฏกล่าว
สำหรับน้ำ นายเอกนัฏกล่าวว่า ประเทศไทยมีเพียงพอ แต่ยังขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนในฤดูแล้ง เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคประชาชน ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อมีการเข้ามาของอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมหาศาล
“ปัจจัยสำคัญคือ การทำให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ”นายเอกนัฏกล่าว
STT GDC ห่วงค่าไฟแพง ฉุดแรงจูงใจลงทุน
นางสาวบุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ Country Head บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย หรือ STT GDC ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลในประเทศไทยกล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวคิดดังกล่าวยังเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกที่ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณา และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่หากมีการปรับเพิ่มอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จริง ย่อมกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุนรวม เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ทั้งสำหรับการประมวลผลของระบบไอที การสำรองไฟฟ้า และระบบทำความเย็น เพื่อให้บริการมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง
ภาระต้นทุนอาจถูกส่งต่อถึงลูกค้า
ดังนั้น หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ผลกระทบต่อการลงทุนของผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงในทันที แต่จะถูกส่งผ่านไปยังลูกค้าในท้ายที่สุด ผู้ที่รับภาระต้นทุนจริง จะเป็นลูกค้าปลายทาง หรือ End Customer ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ แพลตฟอร์มดิจิทัล บริษัทเทคโนโลยี หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับระบบข้อมูลและแอปพลิเคชันต่างๆ
ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐต้องพิจารณาคือ การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจะต้องอยู่ในระดับที่ไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะหากต้นทุนพลังงานของไทยสูงเกินไป นักลงทุนหรือผู้ใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อาจตัดสินใจย้ายไปใช้บริการในประเทศอื่นแทน
“ถ้าค่าไฟแพง คนก็จะไม่มาประเทศไทย แต่จะไปประเทศอื่น เพราะฉะนั้นภาครัฐต้องดูให้ดีว่า การเพิ่มค่าไฟจะอยู่ในระดับที่ยังไม่ทำให้ Competitive Advantage ของประเทศไทยลดลง”
สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค นางสาวบุศรินทร์ระบุว่า ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีค่าไฟฟ้าถูกที่สุด แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในระดับแพงที่สุด โดยภาพรวมถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
AWS ชี้ค่าไฟคือ โจทย์แข่งขันระดับภูมิภาค
นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทยกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดและยังไม่เคยได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่หากมีการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จริง ย่อมถือเป็นต้นทุนสำคัญในการดำเนินงาน เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจนี้ และอาจส่งผลต่อการขยายตัว รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ต้องการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เช่นเดียวกัน
นายวัตสันกล่าวว่า ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอยู่ในระดับกลาง ๆ ขณะที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย อาจมีค่าไฟฟ้าถูกกว่า แต่การพิจารณาทำเลลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ดูเฉพาะราคาค่าไฟเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาความเสถียรของระบบไฟฟ้าด้วย เพราะบางประเทศแม้ค่าไฟต่ำกว่า แต่อาจมีความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าดับบ่อย หรือระบบพลังงานยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ
ประเด็นค่าไฟฟ้าจึงเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค
Telehouse หวั่นไทยเสียเปรียบดึงทุนดิจิทัล
ขณะที่ Telehouse Thailand ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับสากล ระบุว่า ค่าไฟฟ้าเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรืออัตราค่าไฟจึงเป็นประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
ทั้งนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับบริการคลาวด์ AI ระบบการเงิน และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ หากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลต่อต้นทุนการให้บริการและลดความน่าสนใจของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความคุ้มค่าการลงทุน (ROI) หากแนวโน้มค่าไฟของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง อาจทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ทบทวนขนาดโครงการ หรือพิจารณาย้ายการลงทุนไปยังประเทศที่มีนโยบายพลังงานเอื้อต่อธุรกิจมากกว่า
สำหรับแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย บริษัทเสนอให้ส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Green Tariff และพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง พัฒนาโครงสร้างค่าไฟที่สอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงของดาต้าเซ็นเตอร์ และสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงานระยะยาว เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นักวิชาการชี้น้ำต้องบริหารแบบสมดุล
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก โจทย์สำคัญคือ การหาจุดสมดุล เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนดังกล่าว ซึ่งการทำให้ระบบนิเวศของดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ต้องเข้าใจร่วมกันถึงความจำเป็นในการมีแหล่งน้ำสำรอง หรือ Reserve สำหรับอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ
สำหรับประเด็นเรื่องความเหมาะสมในการจัดเก็บค่าไฟหรือค่าทรัพยากรจากดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือ Sensitive ที่ต้องมีการหารือกันบนหลักเกณฑ์ที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เป็นการดำเนินการที่ยุติธรรม หรือ Fair Game







