thansettakij
thansettakij
เปิดความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ กระทบระบบการเงินไทยผ่านภาคธนาคาร

เปิดความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ กระทบระบบการเงินไทยผ่านภาคธนาคาร

02 มิ.ย. 69 | 00:00 น.

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกำลังกดดันเสถียรภาพระบบการเงินไทย โดยกระทบความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารผ่านคุณภาพสินเชื่อและความผันผวนของสินทรัพย์ ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่และธนาคารที่ปล่อยกู้ภาคเศรษฐกิจอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศได้รับผลกระทบมากกว่า

KEY

POINTS

  • ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศกระทบภาคธนาคารผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risks) ที่ทำให้คุณภาพสินเชื่อด้อยลง และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) จากภัยพิบัติที่สร้างความผันผวนต่อราคาสินทรัพย์
  • ผลการศึกษาพบว่าเหตุน้ำท่วมรุนแรงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบธนาคารชัดเจนกว่าภัยแล้ง เนื่องจากกระทบภาคเศรษฐกิจในวงกว้างที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อในสัดส่วนสูง
  • กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และธนาคารที่มีการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) Puey Ungphakorn Institute for Economic Research (PIER) ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risks) กำลังกลายเป็นหนึ่งในแหล่งความเสี่ยงสำคัญของภาคการเงินไทย ผ่านทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risks) และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารไทย งานศึกษาพบว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำส่งผลต่อความเปราะบางของภาคธนาคารผ่านการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ ขณะที่ความเสี่ยงทางกายภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารผ่านความผันผวนของราคาสินทรัพย์

นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และธนาคารที่มีการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่าความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย และตอกย้ำความจำเป็นที่ธนาคารกลางจะต้องบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กรอบการกำกับดูแลและการทำ Stress Test อย่างเป็นระบบ

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กดดันเศรษฐกิจและระบบการเงิน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วก่อให้เกิดความท้าทายต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศไทย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น มหาอุทกภัยปี 2554 และเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2569 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานของสินค้าหลายชนิดหยุดชะงัก และเพิ่มความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเงิน ผ่านการลดลงของกระแสเงินสดของภาคธุรกิจและครัวเรือน การลดลงของมูลค่าหลักประกัน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านสินเชื่อและความผันผวนของตลาดการเงิน ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะน้ำท่วมและภัยแล้ง มีขีดความสามารถในการปรับตัวที่จำกัด และมีโครงสร้างระบบการเงินที่พึ่งพาภาคธนาคารค่อนข้างสูง ทำให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มส่งผ่านเข้าสู่ระบบการเงินผ่านรายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ลดลง รวมถึงมูลค่าหลักประกันที่ลดลง ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร

ศึกษากลไกเชื่อมโยง Climate Risks กับเสถียรภาพภาคการเงิน

งานศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์กลไกความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและเสถียรภาพของภาคการเงินไทย โดยตั้งคำถามสำคัญว่า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทยอย่างไร ผ่านช่องทางใด และควรยกระดับระบบการกำกับดูแลอย่างไรเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว

การศึกษาครอบคลุมความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ 2 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพ ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วมหรือภัยแล้ง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย เทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ การลงทุนที่สูญค่า (Stranded Investments) และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น

ใช้ดัชนี BMG, SPEI และ CoVaR วิเคราะห์ความเสี่ยง

บทความนี้ใช้ดัชนี Brown-minus-Green (BMG) หรือส่วนต่างของผลตอบแทนระหว่างกลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงและกลุ่มธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่ดัชนี Standardized Precipitation Evapotranspiration Index (SPEI) ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงทางกายภาพ

ส่วนการวัดความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร ใช้เครื่องมือ Conditional Value-at-Risk (CoVaR) ซึ่งสะท้อนผลกระทบของภาวะวิกฤติของสถาบันการเงินรายหนึ่งต่อความเสี่ยงของระบบโดยรวม โดยอาศัยข้อมูลราคาหลักทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และใช้แบบจำลอง Panel Regression วิเคราะห์ผลกระทบของความเสี่ยงทั้งสองประเภทต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทย

Climate Risks ส่งผลกระทบมายังภาคธนาคารผ่านช่องทางอะไร

Climate Risks ที่ส่งผ่านมายังภาคธนาคารสะท้อนออกมาในรูปของความเสี่ยงทางการเงินหลายมิติ โดยแบ่งเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน เมื่อความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกันในระบบการเงิน ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ในระดับสถาบัน แต่สามารถขยายตัวเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารได้

ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลให้รายได้ กระแสเงินสด และมูลค่าหลักประกันของครัวเรือนและภาคธุรกิจลดลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงและเพิ่มโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้

ขณะเดียวกัน นโยบายราคาคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอน หรือระบบซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) รวมถึงมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มต้นทุนและลดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง เช่น น้ำมัน ปิโตรเคมี เหล็ก และซีเมนต์ ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อของธนาคารลดลง

นอกจากนี้ หากผลกระทบจากนโยบายด้านคาร์บอนและมาตรการสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ถดถอย ความเสี่ยงด้านสินเชื่อก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

ความเสี่ยงด้านตลาด

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อาจส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ผันผวนมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงด้านตลาด นำไปสู่การปรับมูลค่าของสินทรัพย์อย่างฉับพลัน

โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง เช่น โรงกลั่นน้ำมัน แท่นขุดเจาะก๊าซ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสินทรัพย์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ผ่านพอร์ตการลงทุน

ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติสูงอาจเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดทุน ซึ่งสะท้อนกลับมายังภาคธนาคารผ่านต้นทุนการระดมทุนและมูลค่าสินทรัพย์

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ความเสี่ยงทางกายภาพยังส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจทำให้ครัวเรือนและธุรกิจมีการถอนเงินเพิ่มขึ้น รวมถึงมีความต้องการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

นอกจากนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจกระทบต่อการระดมทุนในตลาดทุน หรือกระทบต่อความสามารถในการขายสินทรัพย์ ทำให้เกิดภาวะสภาพคล่องตึงตัวในระบบการเงินได้

ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะน้ำท่วมและลมพายุรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ทำให้อาคารสำนักงาน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโทรคมนาคม และระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย ส่งผลให้ธนาคารต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพการดำเนินงานลดลง

ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเกิดจากการปรับมาตรการหรือนโยบายของภาครัฐ อาจเพิ่มภาระและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Costs) เช่น การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า และการปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ช่องทางหลักที่ Climate Risks ส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงิน

จากการทบทวนงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง พบว่า Climate Risks ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินผ่าน 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ความผันผวนในตลาดทุน และความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

Climate Risks สามารถเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน ขณะเดียวกันยังทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น โดยงานศึกษาของ Wu et al. (2023) ที่ใช้วิธี Mediation Analysis เพื่อแยกบทบาทของช่องทางการส่งผ่านผลกระทบ พบว่าช่องทางด้านสินเชื่อมีบทบาทสำคัญมากกว่าในการส่งผ่านผลกระทบของ Climate Risks ไปยังระบบการเงิน

ความเสี่ยงทางกายภาพของไทยเป็นอย่างไร

ระหว่างปี 2014-2022 ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง 2 ครั้ง แต่ไม่พบเหตุการณ์ภัยแล้งรุนแรง จากการวิเคราะห์ดัชนี Standardized Precipitation Evapotranspiration Index (SPEI) ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้ชี้วัดความเสี่ยงทางกายภาพ โดยสะท้อนความผิดปกติของสมดุลน้ำในระบบภูมิอากาศผ่านการพิจารณาทั้งปริมาณฝนและการระเหยของน้ำจากอุณหภูมิ

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงเวลาที่ศึกษา เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง (SPEI > 1.6) จำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ ช่วงกลางปี 2017 และปลายปี 2022 ขณะที่ไม่พบเหตุการณ์ภัยแล้งรุนแรง (SPEI < -2) ในช่วงเวลาดังกล่าว

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

งานศึกษานี้ใช้ดัชนี Brown-minus-Green (BMG) เป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเป็นมาตรวัดส่วนต่างของผลตอบแทนระหว่างกลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงกับกลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดัชนีดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดทุนประเมินและกำหนดราคาความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร หากนักลงทุนมองว่าธุรกิจคาร์บอนสูงเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือแรงกดดันด้านความยั่งยืน ราคาหุ้นและผลตอบแทนของธุรกิจกลุ่มดังกล่าวจะมีแนวโน้มด้อยกว่าธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

ผลการศึกษาพบว่า ดัชนี BMG มีความผันผวนสูงตามกาลเวลา โดยในช่วงที่ดัชนีมีค่าติดลบ สะท้อนว่าธุรกิจคาร์บอนสูงให้ผลตอบแทนต่ำกว่าธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นหลังปี 2018 สอดคล้องกับช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้นและเริ่มปรับลดมูลค่าของสินทรัพย์ที่ปล่อยคาร์บอนสูง

ในทางกลับกัน ช่วงที่ดัชนี BMG มีค่าเป็นบวก สะท้อนว่าธุรกิจคาร์บอนสูงยังคงให้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจคาร์บอนต่ำ

การศึกษานี้ไม่ได้ใช้ระดับราคาหุ้นโดยตรงในการวัดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่ใช้ความผันผวนของดัชนี BMG หรือ ΔVaR(BMG) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านที่ถูกสะท้อนผ่านการกำหนดราคาของตลาดทุนในแต่ละช่วงเวลา

ความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทย

บทความนี้วัดความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทยผ่านเครื่องมือ ΔCoVaR (Conditional Value-at-Risk) เพื่อประเมินว่าหากสถาบันการเงินรายหนึ่งเผชิญภาวะวิกฤต ความเสี่ยงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของระบบธนาคารโดยรวมมากน้อยเพียงใด

การศึกษาคำนวณค่า VaR ของธนาคารแต่ละแห่งที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ซึ่งสะท้อนความสูญเสียสูงสุดที่อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 1 เดือนภายใต้ภาวะตลาดปกติ ก่อนนำมาคำนวณ CoVaR และ ΔCoVaR เพื่อวัดผลกระทบของธนาคารแต่ละแห่งต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารโดยรวม

ผลการวิเคราะห์พบว่าระบบธนาคารไทยมีความเชื่อมโยงกันในระดับสูง โดยค่า ΔCoVaR ของแต่ละธนาคารเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน และความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนจะทยอยปรับลดลงเมื่อภาวะการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของระบบธนาคารเมื่อเผชิญภาวะวิกฤต และแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกระแทกในวงกว้าง

Climate Risks ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทยอย่างไร

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและความเสี่ยงทางกายภาพส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภาคธนาคารไทยอย่างชัดเจน งานศึกษานี้ใช้แบบจำลอง Panel Regression เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของ Transition Risks และ Physical Risks ต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร โดยควบคุมปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเฉพาะปัจจัยด้านตลาดการเงินและปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาค เพื่อให้สามารถแยกผลกระทบของ Climate Risks ออกจากปัจจัยหลักอื่นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ผลกระทบจาก Transition Risks

ผลการประมาณค่าแบบจำลอง Panel Regression พบว่า เมื่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านตัวแปร ΔVaR(BMG) ความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผลการศึกษาสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) นโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปสนับสนุนสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ล้วนส่งผลต่อความผันผวนของมูลค่าบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

ความผันผวนดังกล่าวสามารถส่งผ่านมายังภาคธนาคารในรูปของความเสี่ยงเชิงระบบที่เพิ่มขึ้นได้

ผลกระทบจาก Physical Risks

ผลการศึกษาพบว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหรือฝนตกหนักส่งผลให้ความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารเพิ่มขึ้น

การวัด Physical Risks ผ่านดัชนี SPEI พบว่า เหตุการณ์ที่มีความชื้นสูงผิดปกติ หรือค่า SPEI อยู่ในระดับสูง เช่น น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ส่งผลให้ความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารเพิ่มขึ้น ขณะที่เหตุการณ์ภัยแล้ง หรือค่า SPEI ต่ำ ไม่พบผลกระทบต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารอย่างชัดเจนในช่วงเวลาที่ศึกษา

ผลการศึกษาชี้ว่า Physical Risks ไม่ได้ส่งผลต่อระบบการเงินในลักษณะสมมาตร โดยเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายเฉียบพลันและรุนแรง เช่น น้ำท่วม มีผลต่อความเสี่ยงในระบบการเงินมากกว่าเหตุการณ์ภัยแล้ง

เหตุใดน้ำท่วมจึงกระทบระบบธนาคารมากกว่าภัยแล้ง

งานศึกษาระบุว่า โครงสร้างการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลกระทบจากน้ำท่วมมีความชัดเจนมากกว่าภัยแล้ง

แม้ภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยตรง แต่ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อภัยแล้งในสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ผลกระทบจากภัยแล้งไม่ส่งผ่านมายังเสถียรภาพของระบบธนาคารอย่างเด่นชัด

ในทางกลับกัน เหตุการณ์น้ำท่วมมักส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า ภาคอสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเขตเมือง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ธนาคารพาณิชย์มีการปล่อยสินเชื่อในสัดส่วนสูง

ด้วยเหตุนี้ น้ำท่วมจึงสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังคุณภาพสินเชื่อ มูลค่าหลักประกัน และความผันผวนของตลาดการเงินได้อย่างชัดเจนกว่า

กลไกการส่งผ่านผลกระทบของ Climate Risks

ผลการศึกษาพบว่า Climate Risks ทั้งสองประเภทมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร และสามารถอธิบายความผันผวนของความเสี่ยงเชิงระบบที่สะท้อนผ่านค่า ΔCoVaR ได้

จากการวิเคราะห์ด้วย Mediation Analysis ซึ่งใช้เพื่อระบุว่าผลกระทบของ Climate Risks ส่งผ่านไปยังระบบการเงินผ่านช่องทางใด พบว่า Transition Risks และ Physical Risks มีกลไกการส่งผ่านที่แตกต่างกัน

Transition Risks ส่งผลต่อความเสี่ยงเชิงระบบผ่านช่องทางสินเชื่อเป็นหลัก โดยทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น

ส่วน Physical Risks ส่งผลต่อความเสี่ยงเชิงระบบผ่านความผันผวนของราคาสินทรัพย์เป็นสำคัญ และมีลักษณะของผลกระทบที่เกิดขึ้นล่าช้า (Delayed Impact) มากกว่า

ธนาคารขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบมากกว่า

ผลกระทบของ Climate Risks ต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารมีความแตกต่างกันตามลักษณะของธนาคารพาณิชย์

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าธนาคารขนาดเล็ก นอกจากนี้ ธนาคารที่มีการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น ภาคเกษตร ยังได้รับผลกระทบมากกว่าธนาคารเฉพาะด้านที่มีการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคเศรษฐกิจดังกล่าวในสัดส่วนที่ต่ำกว่า

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนบทบาทของช่องทางด้านสินเชื่อในการส่งผ่าน Climate Risks สู่ความเสี่ยงเชิงระบบของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

ปัจจัยอื่นที่กระทบความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร

นอกจากปัจจัยด้าน Climate Risks แล้ว งานศึกษาพบว่าปัจจัยด้านตลาดการเงินและปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคมีบทบาทสำคัญต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทยเช่นกัน

ผลการวิเคราะห์พบว่า การเปลี่ยนแปลงของค่า VaR ของปัจจัย Market Risk Premium, Value Premium และ Profitability Premium เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร

ขณะที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ค่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาว (Term Spread) และดัชนีความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก (Economic Policy Uncertainty: EPU) ต่างมีผลต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคารไทยเช่นกัน

นัยเชิงนโยบายต่อการกำกับดูแลภาคการเงินไทย

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการ Climate Risks เข้าสู่กรอบการกำกับดูแลด้านเสถียรภาพการเงินอย่างเป็นระบบมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้ง Physical Risks และ Transition Risks ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงเชิงระบบของภาคธนาคาร

ผนวก Climate Risks เข้าสู่ Stress Test

ข้อเสนอแรกคือ หน่วยงานกำกับดูแลควรเร่งพัฒนาเครื่องมือกำกับดูแลให้สามารถสะท้อน Climate Risks ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยควรผนวกทั้ง Transition Risks และ Physical Risks เข้าไปในกรอบ Stress Testing เพื่อประเมินความเปราะบางของสถาบันการเงินและความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกในอนาคต

เร่งปิดช่องว่างด้านข้อมูล

ข้อเสนอที่สองคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเพื่อรองรับการกำกับดูแลและติดตามข้อมูลด้าน Climate ของภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน เช่น ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้อมูลระดับความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

ใช้เครื่องมือกำกับเชิงป้องกันมากขึ้น

ข้อเสนอสุดท้ายคือ การบูรณาการ Climate Risk เข้ากับเครื่องมือกำกับเชิงมหภาค (Macroprudential Policies) และการกำกับดูแลรายธนาคาร พร้อมพิจารณาปรับแนวทางการกำกับดูแลจากรูปแบบ Reactive ไปสู่การกำกับดูแลเชิงป้องกัน เพื่อจำกัดการสะสมของความเสี่ยงเชิงระบบล่วงหน้า

แนวทางดังกล่าวอาจรวมถึงการพัฒนา Early Warning Indicators สำหรับ Systemic Climate Risk และการใช้เครื่องมือ Macroprudential ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในอนาคต