

KEY
POINTS
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็น “โจทย์ใหญ่” ของโลก ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง ไปจนถึงผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และระบบนิเวศ โดยเฉพาะลักษณะผลกระทบแบบ “ข้ามพรมแดน” ที่ท้าทายความร่วมมือของนานาประเทศ
ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Climate Risk Index 2025 โดย Germanwatch ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 30 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แม้ดีขึ้นจากอันดับ 9 ในปี 2021 แต่ยังคงเผชิญความเสี่ยงต่อเนื่อง ทั้งอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ภัยแล้ง และฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานหลักของประเทศไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ทั้งการจัดทำ NDC รายงาน BTR และแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ชาติ
โดยแผน NAP ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการน้ำ เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยระบบข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมครั้งนี้จึงมุ่ง “ถอดบทเรียนจริง” จากการทดลองใช้ระบบติดตามและประเมินผล เพื่อพัฒนา “ฐานข้อมูลกลาง” ที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมยกระดับการสื่อสารความคืบหน้าด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องมาตรฐานสากล ซึ่งจะมีการ “การประชุมถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” .
ใน วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 9.30-12.00 น.
.
รับชมผ่าน Facebook LIVE ได้ทางเพจ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
และผ่านระบบ Zoom ได้ที่ :
https://us06web.zoom.us/j/82843004168...
.
Meeting ID: 828 4300 4168
Passcode: 313774
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบดังกล่าว เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนเชิงนโยบาย การบริหารจัดการ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนระบบ MEL ครั้งนี้ ถือเป็น “หมากสำคัญ” ในการเสริมเกราะประเทศไทย รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระยะยาว และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก ท่ามกลางความท้าทายที่ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง