In Brief
ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยผ่านการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Re: Build Thailand – ความท้าทายและโอกาสของอาคารไทยในยุค Climate Change Act โดยระบุว่า ภาคอาคารของประเทศไทย มีสัดส่วนการใช้พลังงานคิดเป็น 36% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศ และเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
โดยพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นกลไกหลัก ในการผลักดันให้อาคารเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ทรัพยากร ไปสู่การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างกรอบนโยบายที่ชัดเจน สนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของไทยภายในปี พ.ศ. 2593
ขณะเดียวกันการส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารสามารถลดการใช้พลังงานได้ โดนเฉลี่ย 20–30% โดยไม่กระทบการใช้งานหรือคุณภาพชีวิต
ส่วนการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศจะช่วยสนับสนุนเงินทุนและแรงจูงใจในการยกระดับอาคารเดิม และการพัฒนาอาคารสีเขียวในวงกว้าง
ทั้งนี้ อาคารที่ปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและหลัก ESG จะมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่อาคารที่ไม่ปรับตัว จะค่อยๆ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
ดร.เกชา ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด และประธานการจัดงาน The NOVA Expo กล่าวว่า EEC ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนสมาคมวิชาชีพ การเผยแพร่องค์ความรู้ และการถ่ายทอดประสบการณ์จากโครงการจริง ซึ่งเป็นที่มาของการจัดงาน The NOVA Expo ในฐานะเวทีที่รวบรวมเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและการอัปเกรดอาคาร
The NOVA Community x 50th EEC Anniversary จะเป็นการเชื่อมโยงทุกมิติของเศรษฐกิจอาคาร ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ แหล่งเงินทุน เทคโนโลยี ไปจนถึงการลงมือทำจริงในเชิงธุรกิจ ขับเคลื่อนภาคอาคารไทยให้ไปสู่เป้าหมาย Thailand Net Zero Carbon 2050
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาที่รวมผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และองค์กรวิชาชีพ เพื่อร่วมกำหนดแนวทาง Re:Build ที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ และสัมมนาเชิงลึก 10 Building Upgrades ที่ใช้ได้จริงทุกอาคาร แนวทางอัปเกรดที่สามารถลดพลังงาน ลดคาร์บอน และเพิ่มมูลค่าอาคารในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ข้อมูลระบุว่า ภาคอาคารและการก่อสร้างปล่อยคาร์บอนราว 37% ของโลก โดยส่วนใหญ่มาจากการใช้งานตลอดอายุอาคาร ขณะที่การรื้อและสร้างใหม่ก่อให้เกิด embodied carbon จำนวนมากตั้งแต่ต้นทาง
ในทางตรงกันข้าม การ Re:Build หรืออัปเกรดอาคารเดิม สามารถลดการใช้พลังงานได้ 20–40% และในบางกรณีมากกว่า 50% พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนได้ทันที
สำหรับกรุงเทพมหานคร อาคารกว่า 70% มีอายุเกิน 20 ปี และตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใกล้ระบบขนส่งมวลชน การ Re:Build จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดคาร์บอน ทั้งจากการก่อสร้าง การใช้พลังงาน
ดร.เกชา กล่าวอีกว่า อาคารเดิมของไทยมีศักยภาพลดคาร์บอนสูง หากเริ่มจากระบบที่ให้ผลตอบแทนชัดเจน เช่น Smart Building & Building Automation ลดพลังงานรวม 10–20% ,Smart Air-Conditioning & HVAC Optimization ซึ่งเป็นระบบที่ใช้พลังงานถึง 40–60% ของอาคาร สามารถลดได้ 15–30%
และSmart Water & Pumping System ลดพลังงาน ลดการใช้น้ำ และลดน้ำเสีย โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเหล่านี้ยังช่วยยกระดับคุณภาพอากาศ สุขภาวะ และประสบการณ์ผู้ใช้งาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติจำเป็นต้องรายงานการปลดปล่อยคาร์บอนตามมาตรฐานสากลและแนวโน้มดังกล่าวกำลังขยายสู่บริษัทไทยและซัพพลายเชนในประเทศ ทำให้ คาร์บอนของอาคาร กลายเป็นเกณฑ์สำคัญในการเลือกเช่า การลงทุน และการประเมินมูลค่า อาคารที่ไม่สามารถพิสูจน์การจัดการพลังงานและคาร์บอนได้ มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง