

KEY
POINTS
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยระบุว่าธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานยังคงเป็นแกนหลักสำคัญที่บริษัทฯ จะขับเคลื่อนให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของโลก ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียและการดูแลสังคมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การดำเนินงานในปี 2569 บริษัทยังขับเคลื่อนธุรกิจผ่านยุทธศาสตร์ 5 แนวทางหลัก หรือ “5S” ประกอบด้วย การบริหารประสิทธิภาพสินทรัพย์ (S1: Strategic Asset Excellence) การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนาพลังงาน (S2: Power Project Investment) การขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้าและพลังงาน (S3: Energy-Related Business Expansion) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่หมดอายุสัญญา (S4: Value Creation from Retired Assets) และการลงทุนในนวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อตอบโจทย์อนาคต (S5: CVC-Drive Growth)
ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะถูกนำไปปรับใช้ในทุกฐานการดำเนินงานสำคัญ ทั้งในประเทศไทย ออสเตรเลีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยมุ่งเน้นการรักษาความพร้อมในการจ่ายไฟและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านเทคโนโลยีลํ้าสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ที่สำคัญและถือเป็น “Quick Win” ของบริษัทจะเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ โดยบริษัทมีแผนนำพื้นที่กว่า 500 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 2,330 ไร่ มาพัฒนาเพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) เนื่องจากมีจุดแข็งทั้งสถานีไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 kV แหล่งนํ้าที่ระบบระบายความร้อน และไฟฟ้าที่ป้อนให้กับดาต้า เซ็นเตอร์ ได้อย่างเพียงพอ อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ขยายเขตส่งเสริมการลงทุนมายังพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรม ทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุน
ที่ผ่านมาได้มีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่แล้วถึง 7-8 ราย และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับพันธมิตรจากจีนไปแล้ว 1 ราย ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับกิกะวัตต์ (GW) ทำให้บริษัทต้องเร่งสรุปโมเดลธุรกิจ (Business Model) ทั้งในด้านการจัดหาพลังงานสะอาดและต้นทุนไฟฟ้าที่เหมาะสม โดยคาดว่าธุรกิจนี้จะเน้นการให้เช่าพื้นที่และบริการสาธารณูปโภค ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2570-2571 หลังจากใช้เวลาสรุปข้อตกลงและก่อสร้างอีกประมาณ 15-18 เดือน
นายนิทัศน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ราชกรุ๊ปยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขยายพอร์ตพลังงานทดแทน โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสะดส่วนการลงทุนรวมทุกประเภทอยู่ที่ 9,586.24 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลสัดส่วน 69% และพลังงานทดแทนสัดส่วน 31% ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้ไม่น้อยกว่า 30% ของกำลังการผลิตรวมภายในปี 2570
ปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วรวม 8,232.24 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักในประเทศ ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 4,127.64 เมกะวัตต์ และจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงในต่างประเทศอีก 2,477.78 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานทดแทนกำลังผลิตรวมที่ COD แล้ว 1,626.82 เมกะวัตต์
ในปี 2569 นี้บริษัทจะใช้เงินลงราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนรวม 12 โครงการ กำลังผลิต 1,354 เมกะวัตต์ กระจายอยู่ใน 6 ประเทศ โดยในไทยมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่งฝาย กำลังผลิตตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น 13.95 ในขณะที่ สปป. ลาว มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าเซกอง 4A และ 4B ขนาด 213 เมกะวัตต์ ส่วนออสเตรเลียซึ่งถือเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาดที่สำคัญ มีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลม Lincoln Gap 3 ขนาด 252 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์อีก 152 เมกะวัตต์ รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) อย่างโครงการ LG-2 Battery กำลังผลิต 10 เมกะวัตต์ และ LG-3 Battery อีก 100 เมกะวัตต์
สำหรับในเวียดนาม มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้า Song Giang 1 กำลังผลิต 5.55 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Nexif Ben Tre กำลังผลิต 59.6 เมกะวัตต์ ส่วนที่ฟิลิปปินส์ มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI กำลังผลิต 71.05 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม Nearshore (San Miguel) กำลังผลิต 220 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลัังงานลม Offshore (Lucena) กำลังผลิต 220 เมกะวัตต์ อินโดนีเซีย มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้า Sibundong กำลังผลิต 36.85 เมกะวัตต์
สำหรับการสร้าง “New S-Curve” เพื่อการเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ ได้รุกเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมพลังงานผ่านการลงทุนในรูปแบบ CVC ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ผ่านการเจรจากับพันธมิตรในประเทศตุรกี รวมถึงธุรกิจไบโอดีเซล เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน
นอกจากนี้ยังให้ความสนใจในเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว แอมโมเนียสีเขียว รวมถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ( SMR) ซึ่งบริษัทได้เริ่มเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและวิศวกรเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวไว้แล้ว และพร้อมจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณทันทีที่มีความชัดเจนจากแผน PDP ฉบับใหม่ของรัฐบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง