
ราชกรุ๊ปปิดบัญชีปี 68 กำไรแตะ 6,220 ล้าน โต 1.5% ปันผล 1.60 บาท/หุ้น
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำไรปี 68 แตะ 6,220 ล้าน โต 1.5% ฝ่าปมโรงไฟฟ้าหมดสัญญา ลุยลงทุนพลังงานเปลี่ยนผ่าน จ่ายปันผล 1.60 บาทต่อหุ้น 3,480 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ราชกรุ๊ป (RATCH) ประกาศผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,220 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.5% จากปีก่อนหน้า
- บริษัทมีรายได้รวม 35,919 ล้านบาท โดยรายได้หลัก 94% มาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า
- คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.60 บาท รวมเป็นเงิน 3,480 ล้านบาท
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนความสามารถในการรักษาเสถียรภาพรายได้และผลกำไร ท่ามกลางความท้าทายจากการสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักบางแห่ง
ฝ่าความท้าทายโรงไฟฟ้าหมดสัญญา
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นปีที่บริษัทสามารถก้าวผ่านผลกระทบจากกรณีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีหยุดการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ หลังสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครบอายุในเดือนตุลาคม 2568
อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,175 เมกะวัตต์ ยังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
บริษัทให้ความสำคัญกับ “การบริหารจัดการสินทรัพย์” เป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาการเติบโต ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหลักในกลุ่มบริษัทมีค่าเฉลี่ยความพร้อมจ่ายการผลิต (Equivalent Availability Factor: EAF) อยู่ในระดับร้อยละ 90
รายได้รวม 35,919 ล้านบาท
ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 35,919 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า 33,641 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 94 ของรายได้รวม แบ่งเป็น
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก 28,542 ล้านบาท
โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 5,099 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและธุรกิจอื่น ๆ สร้างรายได้ 2,278 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของรายได้รวม
โครงสร้างรายได้ดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้ายังคงเป็นแกนหลักของบริษัท แต่มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนมากขึ้นตามทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่
ปรับพอร์ตลงทุนรับเทรนด์พลังงานเปลี่ยนผ่าน
สำหรับแผนปี 2569 บริษัทเตรียมลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นโครงการผลิตไฟฟ้าที่สอดคล้องกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน
รูปแบบการลงทุนจะเน้นการเข้าซื้อหุ้นในโครงการที่ดำเนินงานอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงด้านการพัฒนาโครงการใหม่ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ได้แก่
เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน (SAF)
ไฮโดรเจนสีเขียว
แอมโมเนียสีเขียว
เชื้อเพลิงชีวภาพประเภทต่าง ๆ
ฝ่ายบริหารแสดงความมั่นใจว่าการดำเนินงานในปีนี้จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากการบริหารพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทตลาดพลังงานของแต่ละประเทศ
ปันผล 1.60 บาท/หุ้น 3,480 ล้านบาท
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 สำหรับผู้ถือหุ้น รวม 3,480 ล้านบาท หรือหุ้นละ 1.60 บาท คิดเป็นร้อยละ 55.94 ของกำไรสุทธิปี 2568
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรก จำนวน 1,740 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.80 บาท ทำให้คงเหลือเงินปันผลอีก 1,740 ล้านบาท หรือ 0.80 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 เมษายน 2569 และคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569






