

KEY
POINTS
การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เราพูดถึงไฟฟ้าสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบสายส่งอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนหนึ่งเพราะเราเจอกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ จนรัฐบาลตัดสินใจกู้ยืมเงินฉุกเฉินเพื่อมาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า รัฐจะทุ่มงบประมาณสนับสนุนมากเพียงใด หากอยู่ที่ว่า รัฐจะออกแบบ “แรงจูงใจ” อย่างไรให้ภาคเอกชน ประชาชน และท้องถิ่นมองเห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องแบกรับ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าและจับต้องได้
ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงนโยบายสีเขียว เรามักนึกถึงเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นอันดับแรก เช่น รัฐช่วยจ่าย รัฐช่วยลดราคา หรือรัฐให้ทุนสนับสนุนบางโครงการ แน่นอนว่าเงินอุดหนุนมีความจำเป็นในช่วงเริ่มต้น เพราะเทคโนโลยีใหม่มักมีต้นทุนสูงและความเสี่ยงมาก แต่เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะงบประมาณรัฐมีจำกัด ที่สำคัญคือเงินอุดหนุนอาจช่วยให้เกิดการซื้อหรือการลงทุนเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดได้จริง หากขาดระบบแรงจูงใจที่ทำให้ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์ระยะยาวจากการปรับตัว
บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเดินหน้าได้เร็วเมื่อรัฐไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “แจกเงิน” แต่ทำหน้าที่ “ออกแบบตลาด” ให้การลงทุนสีเขียวน่าลงทุนมากขึ้น เครื่องมือเหล่านี้มีได้หลายรูปแบบ ทั้งการลดหย่อนภาษี การยกเว้นค่าธรรมเนียม การให้เงินกู้ดอกเบี้ยตํ่า การเร่งรัดขั้นตอนอนุญาต การกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่แน่นอน การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ การให้สิทธิประโยชน์แก่โรงงานที่ลดการปล่อยได้จริง หรือแม้แต่ระบบให้รางวัลและลงโทษตามผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม เครื่องมือทั้งหมดนี้คือแรงจูงใจที่ทำให้ภาคเอกชนคำนวณแล้วรู้สึกว่า “ทำเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้วคุ้มกว่าไม่ทำ”
จีน เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้แรงจูงใจทางภาษีเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสีเขียวในระดับบริษัท งานศึกษาจากข้อมูลภาษีของจีนพบว่า การลดภาระภาษีช่วยให้บริษัทลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนและมลพิษ พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ ซึ่งช่วยให้บริษัทมีเงินเหลือไปลงทุนในเครื่องจักรสะอาด เทคโนโลยีใหม่ และกระบวนการผลิตที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น สิ่งนี้สะท้อนว่า ภาษีไม่ใช่เพียงเครื่องมือหารายได้ของรัฐ แต่เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้ด้วย
จีนยังใช้แรงจูงใจอีกแบบหนึ่ง คือระบบชดเชยเชิงนิเวศที่ผูกผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับรางวัลและความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อพื้นที่ใดทำผลงานด้านสิ่งแวดล้อมดี ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากขึ้น แต่หากทำไม่ได้ตามเป้าหมายก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากระบบประเมิน วิธีนี้ทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องสมัครใจลอย ๆ แต่กลายเป็นตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารท้องถิ่นและภาคธุรกิจ ที่น่าสนใจคือมาตรการลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นนวัตกรรมสีเขียว เพราะบริษัทเริ่มเห็นว่าการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันโดยตรง
อินเดีย ให้บทเรียนอีกด้านหนึ่ง อินเดียมองว่าการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมไม่ควรเป็นเพียงนโยบายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศ เพราะหากอุตสาหกรรมยังเติบโตบนพลังงานสกปรก ต้นทุนในอนาคตจะสูงขึ้นทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การค้า และความสามารถในการแข่งขัน อินเดียจึงให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ภาคเอกชนลงทุนในไฟฟ้าสะอาด แบตเตอรี่ ประสิทธิภาพพลังงาน ไฮโดรเจน พลังงานชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ควบคู่กับการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียวและการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงเทคโนโลยีสะอาด
สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อรัฐออกแบบแรงจูงใจให้ถูกจุด หากต้องการให้ประชาชนติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ก็ต้องทำให้การขายไฟส่วนเกินคุ้มค่าและไม่ยุ่งยาก หากต้องการให้โรงงานลงทุนเครื่องจักรประหยัดพลังงาน ก็ต้องมีภาษีหรือสินเชื่อที่ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้น หากต้องการให้เอกชนลงทุนแบตเตอรี่และระบบสายส่งอัจฉริยะ ก็ต้องมีกติกาที่ทำให้เห็นรายได้ในอนาคตอย่างชัดเจน แรงจูงใจที่ดีจึงไม่ใช่ของแถมหรือมาตรการประกอบ แต่คือหัวใจของนโยบายพลังงาน เพราะมันสามารถเปลี่ยนพลังงานสะอาดจาก “ภาระต้นทุน” ให้กลายเป็น “โอกาสใหม่” ของเศรษฐกิจไทย
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง