

KEY
POINTS
สถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนสูง จากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผล กระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงขึ้น กระทบต่อค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยในรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 หากรัฐบาลไม่มีมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้า คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย สร้างภาระให้กับภาคประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ทางเลือกหนึ่งที่ภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม จึงหันมาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Independent Power Supply: IPS) มากขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือ Solar Rooftop เป็นทางเลือกในการลดภาระค่าครองชีพ และลดต้นทุนในระยะยาว
อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาท และจากโครงการ Soft Loan วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่าสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้การติดตั้งการติดตั้งผลิตไฟฟ้าบนหลังคาหรือ Solar Rooftop มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากยอดการสั่งจองการติดตั้ง Solar Rooftop ที่มีออร์เดอร์เข้ามายังผู้ประกอบการติดตั้งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากภาวะปกติ
แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา การติดตั้ง Solar Rooftop มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงานกกพ.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 มีผู้ติดตั้งสะสมจำนวน 1,632 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 729 เมกะวัตต์ ในปีงบประมาณ 2565 เพิ่มขึ้นมาเป็น 14,749 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 1,673 เมกะวัตต์ ปีงบประมาณ 2566 มีจำนวน 19,948 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 2,192 เมกะวัตต์ ปีงบประมาณ 2567 จำนวน 29,719 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 3,103 เมกะวัตต์ และปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน 36,663 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 3,932 เมกะวัตต์
ส่วนในปี 2569 คาดว่าการติดตั้ง Solar Rooftop จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก และมาตรการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท ที่คาดว่าจะเพิ่มเฉลี่ยปีละ 3 หมื่นราย จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3 ปี (2569-2571) ที่จะมีการติดตั้งราว 9 หมื่นราย ซึ่งจะช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจรวม 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศรวม 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า Spot LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า 2,100 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 2.64 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ขณะที่ภาพรวมของการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง (IPS) ซึ่งรวม Solar Rooftop และการจำหน่ายให้ลูกค้าตรง ก็มีการเติบโตสะสมต่อเนื่องเช่นกัน โดยปีงบประมาณ 2564 มีอยู่จำนวน 1,734 ราย รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 873 เมกะวัตต์ ปีงบประมาณ 2565 เพิ่มเป็น 14,948 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 3,290 เมกะวัตต์ ปีงบประมาณ 2566 มีจำนวน 20,325 ราย รวมกำลังผลิต 3,891 เมกะวัตต์ ปีงบประมาณ 2567 มีจำนวน 30,181 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 4,986 เมกะวัตต์ และปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน 37,222 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง 5,978.90 เมกะวัตต์
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง (IPS) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อมาจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่(PDP 2026) โดยได้ปรับเพิ่มสมมติฐานปริมาณไฟฟ้าจากกลุ่ม IPS อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และโซลาร์ทุ่นลอยนํ้า (Solar Floating) มีต้นทุนที่ลดลงจนเกิดความคุ้มค่าในการลงทุนด้วยตนเองมากขึ้น
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้วางนิยามของ IPS ที่นำมาใช้จัดทำค่าพยากรณ์ว่าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระที่ผลิตเพื่อใช้เองเป็นหลัก หรือผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าโดยตรงผ่านการเชื่อมต่อกับระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งปริมาณไฟฟ้าในส่วนนี้จะเข้ามาทำหน้าที่ตัดโหลด หรือลดความต้องการไฟฟ้าที่การไฟฟ้าต้องจัดหาในอนาคต หากเปรียบเทียบกับร่างแผน PDP2024 เดิมที่เคยคาดการณ์ปริมาณ IPS ไว้เพียง 3,138 เมกะวัตต์ในปี 2580 แต่ในสมมติฐานใหม่ของแผน PDP2026 ได้มีการปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 9,894 เมกะวัตต์ในปี 2580 และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 19,965 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของแผนในปี 2593
ขณะเดียวกันมีการประเมินศักยภาพขงอการตัดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เมื่อสิ้นสุดปี 2593 จะมีประมาณ 29,936 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าปริมาณการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) จะเพิ่มจาก 967 เมกะวัตต์ในปีฐาน 2568 ขึ้นไปถึง 7,899 เมกะวัตต์ และในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเพิ่มจาก 3,280 เมกะวัตต์ เป็น 13,135 เมกะวัตต์ รวมเป็นปริมาณการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่ม IPS ทั้งหมด 21,034 เมกะวัตต์ หรือมีศักยภาพกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาราว 16,787 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนราว 56 % ของศักยภาพกำลังผลิตทั้งหมด
นอกจากนี้ ปัจจัยที่จะเข้ามาทำให้โซลาร์รูฟท็อปมีความยืดหยุ่นและคุ้มค่ามากขึ้นคือการติดตั้งร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) โดยสมมติฐานใหม่ได้กำหนดว่าในช่วงปี พ.ศ. 2574-2583 โครงการโซลาร์ที่ติดตั้งใหม่ร้อยละ 50 จะเริ่มมีการติดตั้งแบตเตอรี่ร่วมด้วย และหลังจากปี พ.ศ. 2584 เป็นต้นไป โครงการใหม่ทั้งหมดร้อยละ 100 จะต้องมีการติดตั้งแบตเตอรี่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้ในช่วงกลางวันประมาณร้อยละ 20 นำมาใช้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดหรือช่วง Peak ตอนหัวคํ่า ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาสูง เพื่อสร้างความคุ้มค่าสูงสุดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าและช่วยลดภาระในระบบไฟฟ้าภาพรวม,
นอกเหนือจากโซลาร์รูฟท็อปแล้ว พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยนํ้าหรือ Solar Floating ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งประเมินจากพื้นที่อ่างเก็บนํ้าประมาณ 30,000 ไร่ และกำหนดสัดส่วนการติดตั้งที่ 60% ของพื้นที่ ทำให้มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 6,624 เมกะวัตต์ โดย สนพ. คาดการณ์ว่าในปี 2593 จะมีการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Floating ในกลุ่ม IPS เพิ่มขึ้นเป็น 3,309 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 50% ของศักยภาพพื้นที่ทั้งหมดที่มีอยู่
จากการพยากรณ์ปริมาณ IPS ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการหรือประชาชนแล้ว ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลาที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศ ซึ่งจากเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 14.30 น. จะเลื่อนมาเป็นช่วงกลางคืนเวลาประมาณ 21.00 น. (ในปีฐาน 2568) และมีแนวโน้มจะเลื่อนไปถึงเวลา 22.30 น. หรือ 23.00 น. ในอนาคตเนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในช่วงกลางวันได้เข้ามาช่วยลดภาระในระบบหลักไปแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง