

KEY
POINTS
วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ประเทศต่าง ๆกลับมาสู่การรับรองกรอบความร่วมมือเพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่งทางเรือโลก ภายหลังการประชุมล่าสุดขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร กรอบ “Net-zero framework” ที่เสนอขึ้นนี้ เดิมคาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิก IMO ภายในช่วงปลายปี 2025
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกกล่าวหาว่าใช้ ยุทธวิธีแข็งกร้าว (bully-boy tactics) ในการนำความพยายามร่วมกันเพื่อคัดค้านกรอบดังกล่าว ส่งผลให้การอนุมัติถูกเลื่อนออกไป นับตั้งแต่นั้น สหรัฐ ประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ๆ และบางกลุ่มอุตสาหกรรม ได้เรียกร้องให้ตัดกลไกกำหนดราคาคาร์บอนออกจากกรอบดังกล่าว หรือแม้กระทั่งยกเลิกทั้งกรอบ
ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล (Marine Environment Protection Committee: MEPC84) ที่กรุงลอนดอนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ได้พยายามอีกครั้งเพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบดังกล่าว
ฝ่ายคัดค้านระบุว่าพวกเขากำลังพยายามสร้างฉันทามติ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุน เช่น บราซิล สหภาพยุโรป และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ชี้ว่ากรอบนี้เป็นความสมดุลของผลประโยชน์ที่รอบคอบแล้ว ไลบีเรียและปานามา ซึ่งเป็น รัฐธงเรือ (flag states) สำหรับเรือพาณิชย์ทั่วโลกประมาณหนึ่งในสาม ได้นำเสนอข้อเสนอทางเลือก ร่วมกับอาร์เจนตินา ซึ่งมีผลเท่ากับการตัดกลไกกำหนดราคาคาร์บอนออกจากกรอบ
อย่างไรก็ตาม การประชุมจบลงด้วยการยืนยันอีกครั้งว่าคณะผู้แทนยังคงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูฉันทามติในประเด็นการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางเรือโลก กรอบดังกล่าวยังคงอยู่หลังการเจรจา และคณะกรรมการจะพยายามรับรองในที่ประชุมเดือนธันวาคม 2026
Carbon Brief อธิบายว่าเหตุใดกรอบนี้จึงเป็นประเด็นขัดแย้ง ใครคือผู้เล่นหลัก และผลลัพธ์จากการประชุมล่าสุดคืออะไร
ในเดือนเมษายน 2025 ประเทศสมาชิก IMO ได้ตกลงในหลักการเกี่ยวกับ “net-zero framework” ในการประชุม MEPC83 ที่ลอนดอน แม้ว่าสหรัฐจะถอนตัวกลางคัน ต่อมาในเดือนตุลาคม 2025 ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถรับรองกรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้ ภายหลังการประชุม “วาระพิเศษ” ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยผู้แทนสหรัฐถูกกล่าวหาว่าใช้ยุทธวิธีแข็งกร้าว
โดยปกติ MEPC จะประชุมปีละครั้ง แต่สามารถเพิ่มการประชุมพิเศษได้ในกรณีเหตุการณ์สำคัญหรือวิกฤตสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งการประชุมเดือนตุลาคมจัดขึ้นเพื่อพิจารณารับรองกรอบนี้โดยเฉพาะ
กรอบดังกล่าวถูกออกแบบเป็นชุดมาตรการเชิงปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย net-zero ของภาคการขนส่งทางเรือโลก ซึ่งตกลงกันใน IMO เมื่อปี 2023 โดยภาคนี้ปล่อยก๊าซมากกว่า 2% ของโลก และไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลงปารีส หลังการเจรจาหนึ่งสัปดาห์ในเดือนเมษายน 2025 ประเทศที่เหลือได้ลงมติอนุมัติข้อเสนอประนีประนอมเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซ (emissions levy) ซึ่งเทียบได้กับภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายเครดิต
เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกรอบที่กำหนดเป้าหมายลดความเข้มการปล่อย (emissions intensity) อย่างน้อย 4% ภายในปี 2028 และเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2035 พร้อมเป้าหมายขั้นสูงจาก 17% เป็น 43% ในช่วงเดียวกัน เรือที่ไม่สามารถลดการปล่อยตามเกณฑ์จะต้องซื้อ “remedial units” ที่ราคา 380 ดอลลาร์ต่อหน่วยระดับสอง และเงินดังกล่าวจะเข้าสู่กองทุน net-zero ของ IMO
ส่วนเรือที่ผ่านเป้าหมายขั้นต่ำแต่ไม่ถึงเป้าหมายขั้นสูง จะต้องจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า คือ 100 ดอลลาร์ต่อหน่วยระดับหนึ่งคาดว่าจำนวนเรือที่ปฏิบัติตามจะเพิ่มขึ้น ลดความจำเป็นในการซื้อหน่วย และช่วยลดความเข้มการปล่อยมากกว่า 40%
รายได้จากการซื้อหน่วยคาดว่าจะอยู่ที่ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงแรก และสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงปล่อยต่ำหรือศูนย์ (ZNZ) รวมถึงช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการลดคาร์บอน มีประเทศถึง 80% ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน (ไม่รวมผู้ที่งดออกเสียงและสหรัฐ) เห็นชอบกรอบดังกล่าว 63 ประเทศที่สนับสนุน ได้แก่ EU จีน อินเดีย และบราซิล ขณะที่ผู้คัดค้าน ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และ UAE
อย่างไรก็ตาม การประชุมเดือนตุลาคมล้มเหลวในการรับรอง เนื่องจากสหรัฐคัดค้านอย่างชัดเจน และใช้มาตรการกดดัน เช่น การคว่ำบาตร ข้อจำกัดวีซ่า ภาษี และค่าธรรมเนียมท่าเรือ
เหตุใดบางประเทศคัดค้านกรอบนี้
กลุ่มประเทศ เช่น สหรัฐ ซาอุดีอาระเบีย และผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล คัดค้านกรอบนี้อย่างหนัก โดยเสนอกรอบทางเลือกที่ไม่มีการกำหนดราคาคาร์บอน ไม่มีข้อจำกัดจากส่วนกลาง และไม่มีบทลงโทษระหว่างประเทศ อีกทั้งต้องเป็น “กลางทางเทคโนโลยี” (technology-neutral) ไม่กระทบเชื้อเพลิงใด เช่น LNG ฝ่ายคัดค้านยังอ้างว่ากรอบนี้อาจกระทบความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ข้อโต้แย้งหลักคือผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต่อประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากไม่มี IMO fund ประเทศกำลังพัฒนาอาจเสียโอกาสในการได้รับเงินสนับสนุน
ทั้งนี้ กรอบ net-zero ยังคงอยู่ และจะเจรจาต่อในช่วงปลายปี ก่อนการประชุม MEPC85 เดือนธันวาคม 2026 มีประเทศมากกว่าครึ่งสนับสนุนให้ใช้กรอบเดิมเป็นฐานการเจรจา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง