

KEY
POINTS
มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายการรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการรับมือกับวิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์ในตะวันออกกกลางที่ยังมีความยืดเยื้อ ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะออกระเบียบและประกาศรับซื้อให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
หากมองย้อนกลับไปโครงการนี้ไม่ใช่เป็นโครงการใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2562 เป็นต้นมา ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกาศรับซื้อไฟฟ้าราว 100 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ติดตั้งระบบไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ (KWp) แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเพียง 1.68 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าไม่จูงใจเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนการติดตั้งและระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานกว่า 10 ปี ส่งผลให้ในช่วง 1-2 ปีแรกมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเพียงไม่กี่เมกะวัตต์
ความซบเซาในช่วงเริ่มต้นดังกล่าวได้กลายเป็นบทเรียนให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากขึ้น นำมาสู่การปรับเพิ่มอัตรารับซื้อเป็น 2.20 บาทต่อหน่วยในปี 2564 มีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าที่ 50 เมกะวัตต์ และปี 2565 อีก 10 เมกะวัตต์ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรอีก
จนในปี 2566 กกพ.จึงปรับการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) และตามนโยบายของรัฐ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายร่วมกันบริหารจัดการรับซื้อไฟฟ้าในช่วงปี 2564-2573 จำนวนไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ (MWp)
ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่เริ่มสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนหันมาให้ความสนใจการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอย่างจริงจังมากขึ้น จากทิศทางราคาค่าไฟฟ้า (Ft) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งส่งผลให้การลงทุนในพลังงานสะอาดเริ่มมีความคุ้มค่าในสายตาของประชาชน จนกระทั่งการรับซื้อไฟฟ้าเต็มโควตาในช่วงปี 2567-2568
การที่ กพช. มีมติในครั้งนี้โดยกำหนดเป้าหมายการรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระยะปรับตัวที่ผ่านมาสู่การขยายตัวขนานใหญ่ โดยยังคงตรึงอัตรารับซื้อไว้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วยเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และได้มีการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการไฟฟ้าส่วนเกินไปสู่ระบบ Net Billing ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ากว่าระบบเดิมในอดีต
ระบบนี้จะเข้ามาช่วยจัดระเบียบการไหลของพลังงานไฟฟ้าในโครงข่ายให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดที่เคยพบในระยะเริ่มแรกเรื่องภาระของระบบสายส่ง (Grid Burden) ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายโควตา การขยับเพดานการรับซื้อขึ้นไปสู่ระดับ 500 เมกะวัตต์ในปัจจุบันจึงแสดงให้เห็นว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีการจัดการพลังงานที่ทันสมัยขึ้น
รวมถึงการกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไว้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ก็เป็นตัวเลขที่กลั่นกรองมาจากสถิติการใช้งานจริงของบ้านพักอาศัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าการสนับสนุนนี้กระจายไปสู่ประชาชนรายย่อยได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่ซํ้ารอยปัญหาการกระจุกตัวของผู้ได้รับประโยชน์เพียงบางกลุ่มเหมือนในบางโครงการในอดีต
อีกทั้ง ยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปปรับขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftopด้วย
การที่ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและส่งขายส่วนเกินคืนกลับเข้าสู่ระบบได้ภายใต้สัญญา 10 ปี ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดค่าครองชีพชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานในระดับครัวเรือนระยะยาว ที่สำคัญพลังงานสะอาดบนหลังคาบ้านไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดหลักในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง