

KEY
POINTS
ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการพลังงาน เมื่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ได้ประกาศอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff ในรูปแบบที่เจาะจงแหล่งที่มา หรือ UGT 2 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero )การประกาศในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกำหนดราคาต้นทุนไฟฟ้าที่ชัดเจนสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่บอกให้โลกรู้ว่าประเทศไทยพร้อมแล้ว สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า อัตราค่าบริการ UGT 2 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เป็นอัตราค่าบริการที่ครอบคลุมทั้งในระดับขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงอัตราในระดับขายปลีกที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้จริง
สำหรับโครงสร้างราคาไฟฟ้ามีเขียวนี้ จะมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม โดยแบ่งพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Portfolio A จำนวน 2,116 เมกะวัตต์ และ Portfolio B จำนวน 2,664 เมกะวัตต์ มีเงื่อนไขสัญญาผูกพันถึง 10 ปี เพื่อประกันความมั่นคงในการเข้าถึงพลังงานสีเขียวให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีโครงสร้างราคาที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามต้นทุนการจัดหา จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังานลม โดยอัตราค่าบริการ UGT 2 ในระดับสายส่ง สำหรับ Portfolio A จะอยู่ที่ 3.3785 บาทต่อหน่วย และ Portfolio B จะอยู่ที่ 3.4574 บาทต่อหน่วย ที่มาจากต้นทุนต่างๆ
อาทิ ต้นทุนค่าจัดหาไฟฟ้าพร้อมใบรับรอง REC จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในแต่ละพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งรวมความสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้าไว้แล้ว โดยใน Portfolio A กำหนดไว้ที่ 2.6137 บาทต่อหน่วย และ Portfolio B อยู่ที่ 2.6372 บาทต่อหน่วย ค่าบริการระบบส่งไฟฟ้า อยู่ที่ 0.2385 บาทต่อหน่วย ค่าบริการจัดการในระดับขายส่ง 0.0158 บาทต่อหน่วย และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐในระดับขายส่ง 0.0852 บาทต่อหน่วย เป็นต้น
ขณะที่อัตราค่าบริการ UGT 2 ในระดับขายปลีก ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมต้องจ่ายจริง ราคาจะมีการผันแปรตามระดับแรงดันไฟฟ้า เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการส่งและจ่ายไฟฟ้าที่แท้จริง โดยแบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่ แรงดันสูง (HV) ตั้งแต่ 69 กิโลโวลต์ขึ้นไป แรงดันกลาง (MV) ตั้งแต่ 12-33 กิโลโวลต์ และแรงดันตํ่า (LV) ที่ตํ่ากว่า 12 หรือ 22 กิโลโวลต์
สำหรับ Portfolio A อัตราค่าบริการระดับแรงดันสูงจะอยู่ที่ 3.3974 บาทต่อหน่วย แรงดันกลางอยู่ที่ 3.5028 บาทต่อหน่วย และแรงดันตํ่าอยู่ที่ 3.6663 บาทต่อหน่วย ในส่วนของ Portfolio B ซึ่งมีต้นทุนการจัดหาสูงกว่าเล็กน้อย อัตราค่าบริการระดับแรงดันสูงอยู่ที่ 3.4768 บาทต่อหน่วย แรงดันกลางอยู่ที่ 3.5846 บาทต่อหน่วย และระดับแรงดันตํ่าที่ 3.7520 บาทต่อหน่วย ซึ่งอัตราดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับ UGT 2 จะแตกต่างจาก UGT 1 หรือไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา โดย UGT 1 จะเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมในระบบ (จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 7 แห่งของ กฟผ.) มีปริมาณรองรับ 1,135 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาแบบรายปีในอัตราค่าไฟฟ้าปกติบวกค่าพรีเมียมของปี 2569 อยู่ที่ 0.0375 บาทต่อหน่วย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคล่องตัว สัญญาสั้น และเริ่มใช้ได้ทันทีจากทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจที่ต้องการใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อตอบโจทย์มาตรฐานความยั่งยืนพื้นฐาน โดยไม่ต้องรอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ขณะที่ UGT 2 จะเป็นรูปแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Portfolio Based) ที่มีระยะสัญญายาว 10 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าไฟฟ้าที่ใช้มาจากแหล่งผลิตใหม่ที่ระบุได้ชัดเจน (เช่น Solar, Solar+BESS หรือ Wind) ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ RE100 ที่เข้มงวดกว่า เหมาะสำหรับบริษัทข้ามชาติหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนใหม่ (Additionality) และต้องการความมั่นคงของราคาและแหล่งที่มาในระยะยาว ซึ่งการมีทั้ง UGT1 และ UGT2 จะช่วยให้โครงสร้างไฟฟ้าสีเขียวของไทยมีความยืดหยุ่นและครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย
“การเร่งผลักดัน UGT 2 จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวที่มีใบรับรอง REC แบบเจาะจงแหล่งที่มา ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถพิสูจน์ถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดภาระทางภาษีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่มีนโยบายการใช้พลังงานสะอาด 100% มาเป็นเงื่อนไขหลักในการเลือกที่ตั้งฐานการผลิต"
หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 -6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง