สอวช.ดัน “Ecotive” โมเดลพลิกเศรษฐกิจฐานราก เปลี่ยนแก้จนเป็นสร้างรายได้

12 ม.ค. 2569 | 06:37 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 06:52 น.

สอวช. ชูโมเดล “Ecotive” พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น เปลี่ยนโจทย์ “แก้จน” เป็น “สร้างรายได้ สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม” พร้อมต่อยอดยกระดับมหาวิทยาลัยใช้องค์ความรู้ให้บริการวิชาการในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม

KEY

POINTS

  • สอวช. ริเริ่มโมเดล “Ecotive” เพื่อเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาความยากจน เป็นการสร้างรายได้และธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยใช้ความรู้และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือ
  • โครงการนำร่องในจังหวัดปัตตานี โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยี เข้ากับผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือจาก 5 ภาคส่วน
  • สามารถสร้างธุรกิจใหม่กว่า 19 ธุรกิจ ช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการเฉลี่ย 280,000 บาทต่อปี และเกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้น

ท่ามกลางกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันโครงการต้นแบบ “Ecotive” หรือการจัดตั้งตัวกลางสำหรับธุรกิจระดับท้องถิ่น (Local Business Development Service : Local BDS) เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนแนวคิดจากการ “แก้จน” ไปสู่การ “สร้างรายได้ สร้างธุรกิจ และสร้างนวัตกรรม” อย่างยั่งยืน

สอวช. ระบุว่า จุดเริ่มต้นของโครงการ Ecotive มาจากการศึกษาที่พบว่า กลุ่มคนจนระดับอ่อนไหวหรือผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนจำนวนมาก แท้จริงแล้วมี “ต้นทุน” อยู่แล้ว ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และทุนทางสังคม แต่ขาดองค์ความรู้ด้านธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงแหล่งทุน ทำให้ไม่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้

จากโจทย์ดังกล่าว สอวช. จึงนำแนวคิดการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม (Lean Startup) ตามแนวทาง MIT Regional Entrepreneurship Acceleration Program (MIT REAP) มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและบริบทความไม่สงบ โดยทำงานร่วมกับเครือข่าย 5 ภาคส่วน ได้แก่ ผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา ภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เกื้อหนุนกันอย่างแท้จริง

                   สอวช.ดัน “Ecotive” โมเดลพลิกเศรษฐกิจฐานราก เปลี่ยนแก้จนเป็นสร้างรายได้

มหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้รับบทบาทสำคัญในฐานะ “ตัวกลาง” เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ เข้ากับผู้ประกอบการท้องถิ่น ทำให้การพัฒนาไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งเชิงโครงสร้าง

ตลอดระยะเวลาดำเนินงานกว่า 2 ปี โครงการ Ecotive มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 50 ราย ครอบคลุม 8 ตำบลในจังหวัดปัตตานี ได้แก่ ต.บานา ต.บาราโหม ต.สะดาวา ต.แหลมโพธิ์ ต.พ่อมิ่ง ต.ปิยามุมัง ต.ตะบิ้ง และ ต.ตะลุบัน สามารถก่อให้เกิดธุรกิจท้องถิ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 19 ธุรกิจ

ตัวอย่างความสำเร็จ อาทิ กลุ่มนวดแผนมลายู “สปากำปง” ที่เริ่มจากการให้บริการนวดตามบ้าน ก่อนพัฒนาเป็นสถานประกอบการนวดและสปาสมุนไพรครบวงจร มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และเกิดการจ้างงานในชุมชนเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม “อัลอัยตามเบเกอรี่” ซึ่งเริ่มต้นจากการทำขนมบริโภคภายในโรงเรียนเด็กกำพร้า ก่อนต่อยอดเป็นธุรกิจเพื่อสร้างอาชีพให้น้อง ๆ จนสามารถระดมทุนสร้างพื้นที่ผลิตและจำหน่ายสินค้า มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย และยืนหยัดดำเนินธุรกิจได้ด้วยตนเอง

                         สอวช.ดัน “Ecotive” โมเดลพลิกเศรษฐกิจฐานราก เปลี่ยนแก้จนเป็นสร้างรายได้

ข้อมูลผลลัพธ์ของโครงการระบุว่า ผู้ประกอบการชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 280,000 บาทต่อปีต่อราย เกิดการจ้างงานเพิ่มเฉลี่ย 6 คนต่อผู้ประกอบการ สร้างรายได้ให้แรงงานในพื้นที่เฉลี่ย 6,000 บาทต่อเดือนต่อคน และมีผู้ประกอบการที่สามารถจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนได้แล้ว 3 ราย

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจ Ecotive ยังช่วยสร้าง “ทุนทางสังคมและจิตใจ” ให้กับชุมชน ผู้เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และเกิดแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่เกื้อกูลกันโดยไม่แบ่งแยกศาสนา

ความสำเร็จของ Ecotive เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ที่ผสมผสานศาสตร์หลากหลาย โดยเฉพาะ Design Thinking และ OSCAR Model ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมค้นพบศักยภาพของตนเองและชุมชน พร้อมพัฒนา “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขยายผลสู่พื้นที่อื่น

ในระยะต่อไป Ecotive เตรียมจัดตั้ง “Ecotive 9+” ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ร่วมกับเครือข่ายตลาดพระยา สายบุรี รวมถึงจัดตั้ง Ecotive Community Fund เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยใช้กำไรจากกิจการและเงินบริจาค เช่น “ซากาต” ของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ เป็นกลไกเชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมเข้าด้วยกัน

                         สอวช.ดัน “Ecotive” โมเดลพลิกเศรษฐกิจฐานราก เปลี่ยนแก้จนเป็นสร้างรายได้

ขณะเดียวกัน สอวช. มองว่า โมเดล Ecotive ได้เปิดมิติใหม่ให้กับบทบาทของมหาวิทยาลัย จากเดิมที่เป็นเพียงแหล่งผลิตบัณฑิตและงานวิจัย สู่การเป็นผู้ให้บริการวิชาการในรูปแบบ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปใช้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยขยายผลความสำเร็จของ Ecotive ไปสู่ระดับประเทศ แต่ยังเพิ่มความคล่องตัวให้มหาวิทยาลัย ลดข้อจำกัดด้านงบประมาณและระบบราชการ เปิดทางให้ร่วมลงทุนกับภาคเอกชนและชุมชนอย่างโปร่งใส สร้างรายได้หมุนเวียนกลับมาพัฒนาองค์กร พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง (Experiential Learning) และยกระดับภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยไทยสู่การเป็น “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” ในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะด้าน Social Innovation และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในชุมชน สู่การขับเคลื่อนเชิงระบบระดับประเทศ “Ecotive” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรมที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คน และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง