

KEY
POINTS
วันที่ 30 เมษายน 2569 การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในการถอนตัวจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) หลังเป็นสมาชิกยาวนานเกือบ 6 ทศวรรษ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้นในตลาดพลังงานโลก
ภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งนโยบาย Net Zero ในหลายประเทศ และการเร่งใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะในจีนและยุโรป กำลังทำให้แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในระยะยาวเริ่มชะลอตัวลง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น แม้ในระยะสั้นอุปสงค์ยังคงอยู่ในระดับสูง
บริบทดังกล่าวกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน จากเดิมที่ร่วมมือกันจำกัดปริมาณการผลิตเพื่อพยุงราคา ไปสู่การแข่งขันเร่งเพิ่มการส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่อุปสงค์จะถึงจุดสูงสุด ยูเออีจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ส่งสัญญาณชัดเจนถึง “จุดเปลี่ยน” ของอุตสาหกรรมน้ำมันโลกผ่านการถอนตัวครั้งนี้
ในระยะสั้น ผลกระทบจากการออกของยูเออีจะมีจำกัด โลกยังคงต้องการน้ำมันทุกบาร์เรลที่มีอยู่ และยูเออีมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 3-4% ของโลก แต่แรงผลักดันเบื้องหลังการตัดสินใจมีนัยสำคัญมากกว่าตัวการเคลื่อนไหวเอง ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยสงครามในอิหร่านมีส่วนทำให้ทั้งสองปัจจัยสอดคล้องกัน
เป็นเวลาหลายปีที่ยูเออีลงทุนอย่างหนักเพื่อขยายกำลังการผลิตน้ำมัน โดยใช้งบประมาณราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (111,000 ล้านปอนด์) เพื่อผลักดันศักยภาพการผลิตรายวันให้ใกล้ 5 ล้านบาร์เรล แต่โควตาของโอเปกทำให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพดังกล่าวได้เต็มที่ การผลิตจริงยังคงต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญที่ประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) เมื่อเทียบกับศักยภาพ 5 mbd ซึ่งถูกจำกัดโดยระบบโควตาของโอเปกที่ออกแบบมาเพื่อจำกัดอุปทานและพยุงราคา โดยมีซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำโดยพฤตินัยเป็นผู้กำหนดทิศทาง
สิ่งนี้ก่อให้เกิดความตึงเครียด เหตุใดต้องลงทุนเพื่อผลิตน้ำมันมากขึ้น หากไม่สามารถขายได้ คำตอบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สะท้อนโมเดลเศรษฐกิจที่แตกต่าง ยูเออีสามารถรักษาสมดุลงบประมาณได้ที่ราคาน้ำมันต่ำกว่าซาอุดีอาระเบียอย่างมาก (ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ เทียบกับซาอุฯ ที่มากกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทำให้มีแรงจูงใจน้อยกว่าในการจำกัดการผลิต แต่กลับให้ความสำคัญกับการเพิ่มการส่งออกน้ำมันให้สูงสุด
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังถูกกำหนดโดยความคาดหวังต่ออนาคต เมื่อประเทศอย่าง 'จีน' เร่งการใช้ไฟฟ้าในภาคการขนส่ง ความต้องการน้ำมันอย่างต่อเนื่องและคาดการณ์ได้เริ่มชะลอลงและมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ในระยะยาวมีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะทรงตัว ยูเออียังอยู่ล้ำหน้าซาอุดีอาระเบียในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และยังคงเป้าหมาย Net Zero ที่ปี 2050 เทียบกับซาอุฯ ที่ปี 2060 จากมุมมองของยูเออี ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าอาจใช่ราคาที่ลดลง แต่คือการปล่อยให้น้ำมันคงค้างอยู่ใต้ดินโดยอาจไม่สามารถขายได้เลย
ช่วงเวลาของการถอนตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการคำนวณด้านการเมืองและความมั่นคงที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังจากยูเออีเผชิญการโจมตีอย่างหนักและต่อเนื่องในช่วงสงครามอิหร่าน
ในอาบูดาบีมีความรู้สึกเพิ่มขึ้นว่าสถาบันและความร่วมมือในภูมิภาค เช่น คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าว (GCC) ให้การสนับสนุนอย่างจำกัดในช่วงเวลาดังกล่าว อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “จุดยืนของ GCC อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อพิจารณาจากลักษณะของการโจมตีและภัยคุกคามที่ส่งผลต่อทุกฝ่าย
ประสบการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำแนวนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระมากขึ้น ยูเออีได้กระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐและอิสราเอล โดยต่อยอดจากข้อตกลง Abraham Accords ปี 2020 ความสัมพันธ์กับอิสราเอลไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังเป็นช่องทางในการสร้างอิทธิพลภายในทำเนียบขาว
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียเริ่มตึงเครียดมากขึ้น โดยความเห็นต่างเกี่ยวกับความขัดแย้งในโซมาเลียและเยเมน รวมถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปรากฏชัดขึ้น การออกจากโอเปกจึงเป็นทั้งการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์
การถอนตัวของยูเออียังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของโอเปกเอง กลุ่มนี้เคยควบคุมการผลิตน้ำมันโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ปัจจุบันสัดส่วนลดลงอย่างมาก (ไม่เกิน 35%) และความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับโควตาการผลิตมีความชัดเจนมากขึ้น โควตาซึ่งเคยเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ ถูกมองมากขึ้นว่าเป็นข้อจำกัดที่ไม่เท่าเทียมมากกว่าพันธะร่วมกัน
ซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นสมาชิกเพียงรายเดียวที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีอิทธิพลสูงเกินสัดส่วน ผลลัพธ์คือองค์กรที่ยังมีความสำคัญ แต่มีความเป็นเอกภาพลดลงจากเดิม
บางฝ่ายมองว่าการออกจากโอเปกของยูเออีเป็นชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์โอเปกมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น โอเปกที่อ่อนแอลงอาจนำไปสู่การผลิตที่สูงขึ้นและราคาน้ำมันที่ลดลง
แต่ราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะกดดันผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูง รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของโอเปกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และได้รับประโยชน์จากการจำกัดการผลิตของกลุ่ม ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นชัยชนะทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจกลายเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในระยะนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่าการถอนตัวของยูเออีจะไม่เปลี่ยนแปลงตลาดน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดูดซับอุปทานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศต่าง ๆ สร้างคลังสำรองใหม่หลังอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ความสำคัญเชิงลึกอยู่ที่สิ่งที่การตัดสินใจนี้สะท้อนออกมา
ผู้ผลิตน้ำมันไม่ได้ยึดถือยุทธศาสตร์เดียวกันอีกต่อไป บางรายพยายามบริหารความขาดแคลนและรักษาราคาให้อยู่ในระดับสูง ขณะที่บางรายเร่งสร้างรายได้จากทรัพยากรก่อนที่อุปสงค์จะถึงจุดสูงสุดและเสี่ยงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ความแตกต่างนี้มีแนวโน้มจะขยายตัว และอาจมีผลกระทบมากกว่าการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งออกจากกลุ่ม ช่วงวลานี้อาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น้ำมันจะมีบทบาทลดลงอย่างมีนัยสำคัญในชีวิตของเรา
อ้างอิง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง