thansettakij
thansettakij
ATP30 พลิกโฉมธุรกิจรถรับส่งพนักงาน สู่ Green Mobility ดัน EV-สถานีชาร์จ-ซ่อมบำรุง

ATP30 พลิกโฉมธุรกิจรถรับส่งพนักงาน สู่ Green Mobility ดัน EV-สถานีชาร์จ-ซ่อมบำรุง

27 เม.ย. 69 | 11:25 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 69 | 11:30 น.

ATP30 เดินหน้าสร้างระบบนิเวศพลังงานสะอาดครบวงจร ขับเคลื่อนธุรกิจ สู่ Green Mobility ตั้งแต่รถไฟฟ้า สถานีชาร์จ ไปจนถึงศูนย์ซ่อมบำรุง พร้อมชูโซลาร์เป็นแหล่งพลังงาน มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม

KEY

POINTS

  • ATP30 พลิกโฉมธุรกิจรถรับส่งพนักงานสู่ Green Mobility โดยการสร้างระบบนิเวศพลังงานสะอาดครบวงจร
  • ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเพิ่มจำนวนรถบัสไฟฟ้า (EV), การสร้างสถานีชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับรถเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาศูนย์บริการซ่อมบำรุงครบวงจร (AQS)
  • มุ่งสร้างธุรกิจใหม่ (New S-Curve) จากการให้บริการสถานีชาร์จและศูนย์ซ่อมบำรุงแก่ผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อสร้างความได้เปรียบและรายได้ที่ยั่งยืนนอกเหนือจากธุรกิจเดินรถ

วันที่ 27 เมษายน 2569 หากพูดถึงรถรับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือรถโดยสารที่ออกเช้าเย็นกลับในเส้นทางเดิมทุกวัน เเละเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน

แต่สำหรับ นายปิยะ เตชากูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30 ผู้ให้บริการรถรับส่งพนักงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) และภาคกลางมากกว่า 20 ปี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ฐานเศรษฐกิจ" เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการมองโอกาสและกำลังพลิกธุรกิจนี้ให้กลายเป็นระบบนิเวศพลังงานสะอาดเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Green Mobility

 นายปิยะ เตชากูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30

ในยุครถน้ำมัน ATP30 เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรถโดยสารหลายร้อยรายที่แข่งขันกันในตลาด ราคากดต่ำ ไม่มีความแตกต่างชัดเจน ตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากในอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ที่ว่านั้นทำให้ต้องเริ่มมองหาทางออกที่แตกต่าง เมื่อกระแสรถไฟฟ้า (EV) เริ่มเด่นชัด ATP30 ตัดสินใจก้าวเข้าสู่รถโดยสารไฟฟ้า 

สถานีชาร์จในไทยรองรับได้แค่รถเก๋ง 

บทเรียนแรกที่เจอไม่ใช่เรื่องของตัวรถ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมรองรับ สถานีชาร์จที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเห็นโฆษณากันเต็มตาทั้งสายเหนือสายใต้ ถูกออกแบบมาเพื่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกือบทั้งหมด เมื่อรถบัสขนาดใหญ่ของ ATP30 เข้าไปใช้บริการ ปัญหาเกิดขึ้นทันที

ATP30 พลิกโฉมธุรกิจรถรับส่งพนักงาน สู่ Green Mobility ดัน EV-สถานีชาร์จ-ซ่อมบำรุง

ช่วงเวลาจอดชาร์จที่สถานีส่วนใหญ่กำหนดไว้เเค่ 30 นาที เเต่รถบัสที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ต้องชาร์จครั้งละ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งโครงสร้างหลังคาและพื้นที่จอดยังออกแบบมาเพื่อรถเล็ก รถบัสขนาดใหญ่เข้าไปไม่ได้หรือเข้าได้ยาก และเมื่อเข้าไปชาร์จได้จริง ก็ถูกร้องเรียนเพราะใช้เวลานานและขวางพื้นที่ของรถคันอื่น

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในความเป็นจริง รถพาณิชย์อย่างรถบัสชาร์จแต่ละครั้งดึงพลังงานในปริมาณสูง ซึ่งหมายความว่าผู้ให้บริการสถานีชาร์จจะได้รายได้ค่าไฟต่อครั้งมากกว่ารถเล็กหลายเท่า แต่ตลาดกลับยังไม่มีใครจริงจังกับการสร้างสถานีชาร์จที่รองรับรถพาณิชย์โดยเฉพาะ มีเพียงบางรายเท่านั้นที่เริ่มเดินหน้าในทิศทางนี้บ้าง

อนาคตสถานีชาร์จที่เป็นรถพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นบัส รถบรรทุก ควรจะต้องแยกออกมา ซึ่งตอนนี้คนทำยังน้อยอยู่

3 Ecosystem รากฐานที่ทำให้สเกลได้จริง

ผู้บริหาร ATP30 อธิบายให้เห็นภาพชัดว่า การมีรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะในโลกของรถน้ำมันที่มีระบบนิเวศรองรับมีอยู่แล้วทั่วประเทศ ทั้งปั๊มน้ำมันและอู่ซ่อมที่หาได้ทุกมุมถนน แต่ในโลกของรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทุกอย่างยังต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ATP30 จึงวางภาพระบบนิเวศใน 3 ระดับพร้อมกัน นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ 

ระดับเเรก ขยายการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งวางแผนขยายปีละประมาณ 30 คัน หรือราว 100 คันใน 3 ปี ตามภาพ Jump Plus ของบริษัท และเขาเชื่อว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่าที่แผนระบุ โดยเฉพาะเมื่อดีมานด์จากลูกค้าเร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ระดับที่สองคือ สถานีชาร์จ (Solar Roof & Smart Chager) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน ตอบโจทย์เป้าหมายด้านสิ่งเเวด ล้อมของลูกค้า โดยเฉพาะ ที่ออกแบบมาให้รองรับขนาด เวลา และปริมาณพลังงานที่รถบัสและรถบรรทุกต้องการจริงๆ ไม่ใช่การไปอาศัยสถานีที่สร้างมาเพื่อรถเก๋ง

และระดับที่สามคือ การพัฒนาธุรกิจซ่อมบำรุงครบวงจร (AQS) เพื่อสร้างรายได้ประจำรองรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท  ซึ่งทีม AQS ของ ATP30 ถูกส่งไปฝึกอบรมกับบริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าทุกรายที่บริษัทซื้อรถด้วย โดยวางเงื่อนไขตั้งแต่ขั้นตอนจัดซื้อว่าต้องเทรนทีมช่างให้ดูแลรถได้จริง ควบคู่กับการลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น 

ถ้าเรามีระบบนิเวศเหล่านี้ครบ คิดว่าสเกลได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าสมมุติว่าไม่มีตรงนี้ แล้วเจ้าใหม่จะมาเริ่มต้นโดยที่มองว่ามีเงินแล้วไปซื้อรถมาวิ่ง ก็จะไม่ง่ายเหมือนตอนเป็นรถน้ำมัน

ที่สำคัญกว่านั้น ATP30 ไม่ได้สร้างระบบนิเวศนี้เพื่อใช้ภายในบริษัทเท่านั้น แต่มองว่ามันจะกลายเป็น New S-Curve ที่ให้บริการผู้เล่นรายอื่นในตลาดด้วย หากบริษัทไหนประมูลงานได้แต่ยังขาดระบบชาร์จหรือทีมซ่อม ATP30 ก็พร้อมเป็นผู้ให้บริการ นั่นหมายความว่าแม้จะพลาดการประมูลในบางโครงการ บริษัทก็ยังมีช่องทางสร้างรายได้

ตอนที่เป็นรถน้ำมันบอกว่าเราก็เป็น Bus Operator รายหนึ่งในหลายๆ ร้อยรายที่มี แล้วก็คู่แข่งก็มีตั้งแต่รายเล็กถึงรายใหญ่ เพราะฉะนั้นการแข่งขัน Red Ocean กันพอสมควร แต่ว่าพอตอนนี้เราเคลื่อนด้วย Ecosystem เราไม่ได้ Move ด้วยเป็น Bus Operator อย่างเดียว ก็จะทำให้เรามีโอกาสที่จะเอา Ecosystem มุมไหนเข้าไปจับก็ได้ เช่น ถ้าเราประมูลงานตรงนี้ไม่ได้รถ แต่ว่าคนอื่นได้ แล้วเขาไม่มีความพร้อมตรงนี้ เรามีสถานีชาร์จ มีทีมซ่อม ก็สามารถที่จะสร้างรายได้ได้ตรงนี้เหมือนกัน มันก็จะเป็น Service

เรื่องราวของระบบซ่อมบำรุงมีที่มาที่น่าสนใจ และเริ่มจากความเข้าใจเชิงลึกที่สะสมมาจากการเป็นผู้ใช้รถบัสมากกว่า 20 ปี  เขาอธิบายว่า รถบัสในประเทศไทยมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่ารถทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น โครงล่างมาจากผู้ผลิต แต่ตัวถังทำขึ้นแยกต่างหากโดยผู้ผลิต ก่อนนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ผลที่ตามมาคือเมื่อรถมีปัญหา

ไม่มีศูนย์บริการไหนดูแลได้ครบในที่เดียว บางศูนย์ทำได้เฉพาะส่วนล่าง ส่วนบนของตัวถังต้องหาช่างอีกคน อู่ข้างถนนก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ

ATP30 ทดลองเปิดให้บริการซ่อมบำรุงให้กับเครือข่ายใกล้ชิดเป็นเวลากว่า 2 ปี และผลตอบรับดีเกินคาด จนนำไปสู่การตัดสินใจแยกออกมาเป็นธุรกิจใหม่อย่างจริงจัง

ศูนย์บริการตรงนี้มีความต้องการอยู่ เราก็เลยทดลองทำมาประมาณ 2 ปี โดยที่ให้บริการกับกลุ่มที่เป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงกันไป ปรากฏว่าเสียงตอบรับค่อนข้างดีมาก ก็เลยมองว่าถ้าอย่างนั้นควรที่จะ Spin ออกไปเป็น New S-Curve ของเราได้

แต่เหตุผลที่สองที่เร่งการตัดสินใจมาจากประสบการณ์ตรงจากการใช้รถบัสไฟฟ้า ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ต้องรอช่างจากประเทศจีนบินมาดูแล รถต้องจอดนิ่งรอเป็นเวลานาน เเต่ในธุรกิจรถพาณิชย์ ทุกนาทีที่รถจอดคือรายได้ที่หายไป และนี่คือเหตุผลที่ชัดเจนพอที่จะทำให้ ATP30 ลงทุนซื้อเครื่องมือราคาสูง และพัฒนาทีมซ่อมบำรุงให้มีความสามารถดูแลรถไฟฟ้าพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

เริ่มมาใช้รถบัสไฟฟ้า ก็มีความรู้สึกว่าทุกครั้งต้องรอช่างจีน  จอดรอนานก็เลยมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะ Develop ทีมให้มีศักยภาพ แต่ว่าก็ไปดูมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ก็คือต้องซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่มีราคาสูง แต่เราก็มีศักยภาพที่จะลงทุนได้ งั้นก็มีความพร้อมเลยลงทุน เพราะฉะนั้นก็อยากจะมีศูนย์บริการที่สามารถซ่อมบำรุงได้ทั้งรถน้ำมัน และรถ EV ที่เป็นเชิงพาณิชย์ไม่ใช่ EV ที่เป็นรถเก๋งทั่วไป

ผู้บริหาร ATP 30 อธิบายเพิ่มเติมว่า รถบัสและรถบรรทุกไฟฟ้าจากจีนกำลังทะลักเข้าสู่ตลาดไทยมากขึ้นทุกปี ผู้นำเข้าส่วนใหญ่มาด้วยโมเดลที่มีแต่การขายอย่างเดียว บริการหลังการขายและอะไหล่ยังไม่พร้อม ATP30 จึงเลือกเป็นพันธมิตรด้านบริการแทนการเป็นผู้ขายรถ รับดูแลงานซ่อมและสต็อกอะไหล่ให้กับผู้นำเข้าหลายแบรนด์พร้อมกัน ในทิศทางของศูนย์บริการหลายแบรนด์ที่ไม่ผูกมัดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่แม้แต่ศูนย์บริการรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Hino ก็เริ่มปรับตัวไปในทิศทางนั้นแล้ว

สำหรับรถบัสไฟฟ้า ยังมีข้อได้เปรียบที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่มี นั่นคือแบตเตอรี่ของรถบัสเป็นชุดแยกออกจากตัวถังรถ หากเทคโนโลยีแบตเตอรี่เปลี่ยนไปในอนาคต ก็สามารถถอดออกและเปลี่ยนชุดใหม่ได้โดยไม่ต้องทิ้งรถทั้งคัน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีที่ปิยะยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ต้องระวังอยู่

ATP30 พลิกโฉมธุรกิจรถรับส่งพนักงาน สู่ Green Mobility ดัน EV-สถานีชาร์จ-ซ่อมบำรุง

ขั้นถัดไปของ ATP30 คือการผลิตพลังงานได้เอง

ถ้าการขยายการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าเป็นขั้นแรก ขั้นถัดไปของ ATP30 คือการผลิตพลังงานให้ได้เองให้มากที่สุด ปัจจุบันบริษัทติดตั้งโซลาร์บนหลังคาที่สำนักงานชลบุรี และกำลังขยายไปยังนครนายกและมาบตาพุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมแผนเพิ่มที่แหลมฉบังในลำดับต่อไป

ผู้บริหาร ATP30 เล่าว่าปัจจุบันระบบไฟฟ้าของบริษัทใช้พลังงานจากโซลาร์ประมาณ 70% ดึงจากสายส่งเพียง 30% ซึ่งพัฒนามาจากจุดเริ่มต้นที่เคยอยู่ที่ 50-50 เดือนที่แล้วผลิตไฟได้ถึง 12 เมกะวัตต์ชั่วโมง

แต่ความท้าทายคือธรรมชาติของพลังงานแสงอาทิตย์ เขายกตัวอย่างว่า ในช่วงกลางวันที่แดดจัดผลิตไฟได้มากเกินความต้องการ ส่วนช่วงเช้าและเย็นกลับไม่พอใช้ ขณะที่รถไฟฟ้าต้องการชาร์จไฟในปริมาณคงที่ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง คำตอบของปัญหานี้คือระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ที่จะเปลี่ยนพลังงานโซลาร์ให้สม่ำเสมอ

ATP30 อยู่ระหว่างการรวบรวมแบตเตอรี่มือสองที่ผ่านการคัดสรรมาแล้ว โดยคาดว่าจะมีชุดแรกขนาดหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์จะเข้ามาในอีกประมาณ 2 เดือน และยังมีแผนทำหลังคาโรงจอดรถแบบโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อขยายกำลังผลิตให้ได้มากขึ้น

ในด้านการลดคาร์บอน ผู้บริหารชี้ว่าตัวชี้วัดที่ถูกต้องสำหรับธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัวไม่ใช่ปริมาณคาร์บอนรวมที่ปล่อยออกไป เพราะจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นทำให้ตัวเลขรวมยังไม่ลด แต่ตัวชี้วัดที่มีความหมายกว่าคือความเข้มข้นของคาร์บอนหรือปริมาณคาร์บอนต่อกิโลเมตรที่วิ่ง บริษัทจัดทำรายงานรอยเท้าคาร์บอนระดับองค์กรมาแล้ว 3 ปี และในปีนี้กำลังเริ่มทดลองทำรายงานรอยเท้าคาร์บอนระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อวัดให้ได้ว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแล้ว การปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยบริการลดลงเท่าใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการยื่นขอเครดิตคาร์บอนในอนาคตด้วย

โซลาร์จะเป็นตัวตอบโจทย์เรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนของเรา เราใช้น้ำมันดีเซล แต่ละปีปล่อยคาร์บอนเกือบ 2 หมื่นตัน ปริมาณรวมอาจยังไม่ลด เพราะเรายังขยายธุรกิจอยู่ แต่สิ่งที่เราพยายามลดคือคาร์บอนต่อกิโลเมตร เพราะรถที่เพิ่มเข้ามาเป็นรถไฟฟ้า สมมติปีนี้วิ่ง 3 ล้านกิโล ปีหน้าขึ้นเป็น 3 ล้าน 3 การปล่อยก๊าซไม่ได้เพิ่มตาม 10% แต่กลับลดลงต่อกิโลเมตร

เปลี่ยนแนวคิดความยั่งยืนให้กลายเป็นโซลูชันตอบโจทย์ลูกค้า 

หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจ คือวิธีที่ ATP30 มองแนวคิดด้านความยั่งยืน บริษัทไม่ได้ใช้มันเป็นแค่ป้ายติดผนัง แต่เปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยลูกค้าแก้โจทย์ได้จริง โดยเฉพาะลูกค้าบริษัทข้ามชาติที่ต้องรายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางของพนักงานต่อบริษัทแม่ในระดับโลก

ATP30 พลิกโฉมธุรกิจรถรับส่งพนักงาน สู่ Green Mobility ดัน EV-สถานีชาร์จ-ซ่อมบำรุง

เราใช้แนวคิดความยั่งยืนเป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อช่วยลูกค้าที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซจากการเดินทางของพนักงาน เราคำนวณให้ได้เลยว่าถ้าเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า จะลดได้เท่าไหร่ รถบัสน้ำมันวิ่ง 1 กิโลเมตรปล่อยคาร์บอนเกือบ 1 กิโลกรัม โรงงานที่มีรถ 50-60 คัน วิ่งวันละหมื่นกิโล ก็ปล่อยวันละหมื่นกิโลกรัมเหมือนกัน พอเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าลดได้ครึ่งหนึ่ง บวกโซลาร์อีกก็ลดได้มากกว่าครึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ATP30 ยอมรับว่าเหตุผลด้านความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจเปลี่ยนได้เร็ว สิ่งที่เป็นตัวเร่งที่แท้จริงคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากเดิมที่ลูกค้าทยอยเปลี่ยนทีละ 5 คันต่อปี พอน้ำมันแพงขึ้น ก็ขอเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าครึ่งหนึ่งของรถทั้งหมดในครั้งเดียว