

KEY
POINTS
บริษัท บีกรีม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ภายใต้ Green Leap ที่มุ่งบูรณาการความสามารถในการทำกำไรความยั่งยืน และความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกันเป็นกรอบการทำงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านต้านพลังงานของโลก และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน บริษัท บีกรีม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปี (2569-2573) บริษัทจะเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน ทั้งในตลาดหลักและตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อสนับสนุนเส้นทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศควบคู่ไปกับการส่งมอบโซลูชั่นพลังงานที่มีเสถียรภาพมีประสิทธิภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้
โดยวางงบประมาณสำหรับการลงทุนในส่วนของบริษัทเองไว้ที่ประมาณ 48,000-50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับมูลค่าโครงการรวมทั้งหมดที่คาดว่าจะสูงถึง 400,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้าให้พุ่งเป้าสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วจำนวน 69 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 4,248 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่ 2,784 เมกะวัตต์
ขณะที่บีกรีม เพาเวอร์ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างเพิ่มเติมซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รองรับแล้วอีกจำนวน 28 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 1,964 เมกะวัตต์ ทำให้สิ้นปี 2568 บริษัท มีกำลังผลิตติดตั้งอยู่ที่ 6,212 เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ราว 31% และตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเป็นมากว่า 50% จากกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดที่ตั้งเป้หมายให้ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 เพื่อก้าวสู่องค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
สำหรับการขยายการลงทุน จะครอบคลุมใน 15 ประเทศทั่วโลก โดยเน้นการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและการได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลในแต่ละภูมิภาค โดยในสาธารณรัฐเกาหลี ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตสู่ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปี ปัจจุบันมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ COD แล้ว รวมกำลังผลิต 143 เมกะวัตต์ และมีโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 ขนาดกำลังผลิต 365 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะ COD ได้ภายในปี 2569 และโครงการ Nakwol 2 ขนาดกำลังผลิต 375 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ได้ภายในปี 2570
ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา บริษัทได้รุกเข้าสู่ตลาดที่มีความมั่นคงสูงผ่านการลงทุนในโครงการพลังงานนํ้า โดยล่าสุดได้เข้าถือหุ้นใน New England Reliable Hydropower Platform ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังนํ้า 26 แห่งที่ COD แล้ว รวมกำลังการผลิต 406 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการ Malacha ขนาด 29.9 เมกะวัตต์ ในแคลิฟอร์เนีย บริษัทยังวางเป้าหมายที่จะขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกาอีก 500 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปี มุ่งเน้นที่พลังงานนํ้า ผสมผสานกับพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน
ส่วนมาเลเซียเป็นตลาดที่บีกรีม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ COD แล้วประมาณ 250 เมกะวัตต์ และมีโครงการในมืออีก 600-800 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นตั้งเป้าพัฒนาโรงไฟฟ้า IPP ขนาดใหญ่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยเฟสแรก 750 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการวางแผนและคาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องสัญญาภายใน 2-3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้ค้าก๊าซ LNG ในมาเลเซียอีกด้วย
ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ บริษัทได้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม ARECO ขนาด 65 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา และมีแผนที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 300-500 เมกะวัตต์ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษา(Pipeline) มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ เพื่อตอบสนองนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาลฟิลิปปินส์
ขณะที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม บีกรีม เพาเวอร์ ยังคงรักษาสถานะผู้เล่นรายใหญ่ด้วยโครงการที่ COD แล้วอย่าง Dau Tieng และ Phu Yen และมีโครงการพลังงานลม Huong Hoa 1 ขนาด 48 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง
นอกจากนี้ในทวีปยุโรป บริษัทยังปักหมุดในสาธารณรัฐอิตาลีผ่านบริษัทย่อย RES Company Sicilia ซึ่งปัจจุบันมีโครงการพลังงานหมุนเวียน 13 โครงการ รวม 350 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) รวม 3,600 เมกะวัตต์-ชั่วโมง โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวให้มีโครงการที่ COD ไม่ตํ่ากว่า 500 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน 2,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ภายในปี 2573
สำหรับการเติบโตในประเทศไทย บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ได้รับคัดเลือกจากการจัดหาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 9 โครงการ รวม 339.3 เมกะวัตต์ ที่มีกำหนด COD ในช่วงปี 2569-2573 และโครงการพลังงานลมอีก 5 โครงการ รวมถึงการขยายธุรกิจไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลผ่านความร่วมมือกับ Digital Edge ในการพัฒนาแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 96 เมกะวัตต์ ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเฟสแรกคาดว่าจะเริ่ม COD ได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง