

KEY
POINTS
ในประเทศที่อากาศร้อนเป็นเรื่องปกติอย่างประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนไม่ใช่แค่ฤดูร้อน แต่เป็นช่วงเวลาที่การใช้พลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากการใช้งานเครื่องปรับอากาศที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
อัจฉรา ปู่มี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) หรือ PAC ที่เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัว สู่การเป็นบริษัทแนวหน้าที่โดดเด่นด้านการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ การันตีด้วยรางวัลด้านนวัตกรรมและความเป็นผู้นำด้านการประหยัดพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ภายใต้บริบทนี้ PAC มองบทบาทของตัวเองไม่ใช่เพียงผู้ขายเครื่องปรับอากาศ แต่เป็นผู้ที่ต้องหาวิธีทำให้ “การใช้พลังงาน” มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง PAC มองเห็นว่า ในทุกการทำงานของเครื่องปรับอากาศ มีพลังงานอีกส่วนหนึ่งที่ถูกปล่อยทิ้งออกไปโดยไม่มีการนำกลับมาใช้ นั่นคือ “ความร้อน”
จากจุดนี้ จึงเกิดการพัฒนานวัตกรรมที่ต่อยอดจากระบบเดิม โดยเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้กลายเป็นทรัพยากรใหม่ ผ่านเครื่องทำน้ำร้อนจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งนำความร้อนที่เคยถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ กลับมาใช้เป็นพลังงานสำหรับการทำน้ำร้อน
แนวคิดนี้ทำให้พลังงานหนึ่งหน่วย ถูกใช้ซ้ำในอีกฟังก์ชันหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่มเติม ส่งผลให้สามารถลดค่าไฟฟ้าโดยรวมได้เฉลี่ยประมาณ 10–20% และในบางธุรกิจที่มีการใช้แอร์ควบคู่กับน้ำร้อนอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงแรม หรือร้านบริการที่ต้องใช้น้ำร้อนตลอดเวลา อัตราการประหยัดอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 30%
เอา waste ของตัว cooling ของเครื่องปรับอากาศมาทำ heating แล้วก็ได้น้ำร้อนใช้ฟรีๆ โดยไม่ต้องใช้พลังงาน
เบื้องหลังแนวคิดนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์ตรงในธุรกิจครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องปรับอากาศ ซึ่งทำให้เห็นภาพของตลาดอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ความต้องการและการแข่งขัน แม้จะรู้ว่าธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตจากสภาพอากาศของประเทศ แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ขายได้หรือไม่” แต่อยู่ที่ “ธุรกิจนี้จะไปต่ออย่างไรในระยะยาว”
การที่เป็นลูกสาวเจ้าของร้านขายแอร์มาก่อน เราก็รู้ว่ามันจะต้องขายดี เพราะว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน แต่ในด้านหนึ่งเราก็ไม่ได้มาทำธุรกิจเพราะอยากได้ตังค์อย่างเดียว หรือว่าอยากมาช่วยธุรกิจครอบครัวอย่างเดียว ก็พยายามมองว่าสิ่งที่เราจะทำจากนี้ต่อไป จะสามารถที่จะทำอะไรให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้
การขายเครื่องปรับอากาศในรูปแบบเดิม อาจตอบโจทย์รายได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้สร้างความแตกต่างในระยะยาว โดยเฉพาะในวันที่ช่องทางการขายมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งโมเดิร์นเทรดและแพลตฟอร์มออนไลน์ นั่นทำให้ PAC เลือกสร้างความแตกต่างผ่าน “นวัตกรรม” ที่ต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ คือระบบความร้อนและความเย็น และพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แรกในชื่อ PAC Frenergy
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลานั้น ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ในวันที่แนวคิดเรื่องความยั่งยืนยังไม่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย การลงทุนเพื่อประหยัดในระยะยาวยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ขณะเดียวกัน นวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยก็ยังต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ
ความท้าทายเหล่านี้กลายเป็นบริบทสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจ ที่ไม่ได้แข่งขันเพียงแค่ราคา แต่ต้องสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับตลาด ทั้งในเรื่องพลังงาน เทคโนโลยี และมูลค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน “ธุรกิจแอร์” ให้กลายเป็น “ธุรกิจจัดการพลังงาน” ที่ไม่ได้มองแค่การให้ความเย็น แต่รวมถึงการใช้พลังงานทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระบบเดียวกัน
เมื่อพลังงานกลายเป็นเรื่องของความอยู่รอด PAC อยู่ถูกจังหวะของการเปลี่ยนผ่าน
ในช่วงเริ่มต้นของ PAC การทำธุรกิจด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่ตลาดเข้าใจได้ทันที แนวคิดเรื่องการประหยัดพลังงานหรือการลดโลกร้อน ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และมักถูกจัดอยู่ในกรอบของ “ทางเลือก” มากกว่าจะเป็น “ความจำเป็น” ขณะที่การลงทุนเพื่อประหยัดในอนาคต ยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญมากนัก เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องจ่ายในปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของโลกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
สถานการณ์ด้านพลังงาน ทั้งในแง่ของราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของแหล่งพลังงาน ทำให้สิ่งที่เคยเป็นเรื่องเชิงแนวคิด กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญในชีวิตจริง
ขณะที่ความยากในอดีตของ PAC ไม่ได้หายไป แต่กลับกลายเป็นต้นทุนของประสบการณ์ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง การเริ่มต้นในวันที่ตลาดยังไม่เปิดรับ ทำให้บริษัทต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านการลงมือทำจริง ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างผลงานในตลาด และการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ
สำหรับคนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนเลย ก็มี track record ต่างๆ จากลูกค้าเก่า ทำให้มีความง่ายมากขึ้น เวลาจะขอการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือการที่จะสมัครเข้าโครงการต่างๆ ก็มีเรียกว่า track record ที่ทำให้เขาเห็นคุณค่าก็อยากสนับสนุน เพราะเห็นว่าเราตั้งใจทำจริง เลยทำให้วันนี้คนที่เริ่มอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่สำหรับเราที่เริ่มมา เหมือนเหนื่อยมาก่อนแล้ว วันนี้เราก็เลยง่ายขึ้นมาก
ในวันที่โลกเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานมากขึ้น PAC จึงไม่ได้เริ่มต้นใหม่ แต่มีฐานที่ถูกสร้างไว้แล้ว ทั้งในแง่ของลูกค้า ผลงาน และความน่าเชื่อถือในตลาด สำหรับลูกค้าใหม่ ข้อมูลจากการใช้งานจริงของลูกค้าเดิม กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น ขณะที่ในระดับองค์กร การมีประวัติการทำงานที่ชัดเจน ทำให้การเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือการเข้าร่วมโครงการต่างๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ “ความหมายของพลังงาน” เพราะในอดีต พลังงานถูกพูดถึงในบริบทของสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดผลกระทบต่อโลก แต่ในปัจจุบัน พลังงานได้ขยับสถานะมาเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำเนินชีวิต
วันนี้พลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เมื่อก่อนเราอาจจะมีพลังงานใช้ค่อนข้างเยอะ แต่ตอนนี้แทบจะไม่รู้ว่าเราจะมีพลังงานใช้หรือเปล่า PAC มีบทบาท เรื่องพลังงานทางเลือกซึ่งถูกพูดถึงมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ว่าเรากำลังอยากที่จะลดบทบาทของการใช้พลังงานทางด้านพวกฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แก๊ส LPG ด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้าที่ยังไม่มีภาวะเกี่ยวกับพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง เรายังพูดถึงเรื่องของภาวะโลกร้อน พยายามที่จะใช้พลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียน ใช้โซลาร์ EV เพราะว่าต้องการที่จะลดภาวะโลกร้อน ลดอุณหภูมิที่จะแบบทำให้เกิดเรื่องของ climate change แต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องจะต้องทำเพราะว่าต้องรักษ์โลก แต่คือการที่จะต้องมาทำยังไงให้เรายังสามารถดำเนินชีวิตแบบปกติได้
ทิศทาง PAC ในวันที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ
วันนี้ PAC กลับมาทบทวนบทบาทของตัวเองใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางบริบทที่พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุน แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานได้อย่างไร” แต่กลายเป็น “จะช่วยให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร”
แนวทางของ PAC ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักอย่างชัดเจน ส่วนแรกคือการพัฒนาสินค้าและบริการ ส่วนที่สองคือการปรับการดำเนินงานภายในองค์กรให้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังผลักดันให้ลูกค้าทำ ในฝั่งของสินค้าและบริการ จุดยืนของ PAC ขยับจากการเป็น “ทางเลือกเพื่อความคุ้มค่า” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินต่อได้ในสถานการณ์ที่พลังงานฟอสซิลมีข้อจำกัดมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือระบบปั๊มความร้อน ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าในการผลิตความร้อน แทนการพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซ หากเปรียบเทียบในเชิงการใช้งาน ระบบนี้มีลักษณะคล้ายกับการเปลี่ยนจากรถยนต์ใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า
ในอีกระดับหนึ่ง เทคโนโลยีการนำความร้อนกลับมาใช้ ถูกนำมาใช้เพื่อดึงความร้อนส่วนเกินจากระบบปรับอากาศกลับมาใช้ใหม่ในการผลิตน้ำร้อน ซึ่งในบางกรณีสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่มเติมเลย
แนวทางนี้ทำให้พลังงานภายในระบบถูกใช้อย่างครบวงจร ลดการสูญเสีย และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากภายนอก
ผลิตภัณฑ์ PAC ทุกตัวไม่มีตัวไหนเลยใช้น้ำมัน เรามองว่า product and service ของเราจะทำให้สามารถที่จะดำเนินธุรกิจไปได้แบบปกติ สมมติวันนี้เป็นโรงแรม แล้วรันระบบด้วย boiler อาจจะไม่มีน้ำร้อนป้อนให้กับแขก เพราะว่าไม่สามารถจะมีน้ำมัน หรือต้นทุนจะแพงขึ้นมามหาศาลเลย แต่ถ้าใช้ heat pump เปรียบเหมือนใช้รถเติมน้ำมัน กับเป็นใช้รถ EV เพราะว่าระบบ heat pump ของ PAC ไม่ใช้ฟอสซิลเลย เราใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวในการผลิตความร้อน หรือแม้กระทั่งถ้าเป็นตัว heat recovery ก็เอา waste heat ของระบบแอร์มาผลิตน้ำร้อนไม่ใช้ไฟฟ้าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเราทำให้ลูกค้าที่เป็นโรงแรมและโรงงานอุตสาหกรรมสามารถ operate ไปได้ อย่างปกติ มีต้นทุนที่เดิมก็ถูกกว่าค่าน้ำมันปกติอยู่แล้ว ยิ่งถูกไปอีกเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันที่มันกำลังจะแพงขึ้น
ในมุมของตลาด PAC เริ่มต้นจากกลุ่มลูกค้าที่ใช้พลังงานสูง เช่น โรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งต้องใช้ทั้งระบบทำความเย็นและน้ำร้อนในปริมาณมาก จากนั้นจึงขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าบ้านระดับบน เเต่เมื่อประเด็นด้านความยั่งยืนและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลายเป็นแรงผลักดันในระดับองค์กร ตลาดจึงขยายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการพลังงานสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน
ขณะเดียวกัน แนวโน้มใหม่ที่เริ่มถูกจับตามอง คือ กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพและการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานออกกำลังกาย สปา หรือออนเซ็น ซึ่งมีการใช้พลังงานความร้อนและความเย็นเป็นส่วนหนึ่งของบริการ การขยายไปยังกลุ่มเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของต้นทุน แต่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการและรูปแบบของธุรกิจที่เปลี่ยนไป
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในแนวทางของ PAC คือการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานว่า การจะลดการใช้พลังงานได้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจการใช้พลังงานก่อน ระบบนี้จะเข้าไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของลูกค้า ทั้งระบบปรับอากาศและระบบทำน้ำร้อน เพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงาน และประเมินผลลัพธ์จากการปรับเปลี่ยนทั้งในระดับเทคโนโลยีและพฤติกรรม
จาก “ผลลัพธ์ที่วัดได้” สู่ “คุณค่าที่ต่อยอดได้” เมื่อ PAC กลายเป็นเครื่องมือของธุรกิจสีเขียว
หลังจากการพัฒนานวัตกรรมและการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เริ่มเห็นชัดขึ้นสำหรับ PAC คือการตอบรับจากลูกค้า ซึ่งสะท้อนผ่านทั้งยอดขายที่เติบโต และการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ ฐานลูกค้าเดิมที่รู้จักสินค้าและบริการอยู่แล้ว มีการกลับมาซื้อซ้ำ และเกิดการแนะนำต่อในเครือข่าย ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์จากการใช้งานก็ถูกนำไปต่อยอดในระดับองค์กร
สินค้าของเราช่วยลดพลังงานได้จริง ลูกค้าก็เอาไปทำโครงการไปนำเสนอเจ้านาย หรือใช้ในองค์กรเขาได้
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดต้นทุน แต่ขยายไปสู่การสร้างมูลค่าในมิติอื่น เช่น การใช้โครงการที่ติดตั้งระบบของ PAC เป็นส่วนหนึ่งของการขอรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสีเขียว อุตสาหกรรมสีเขียว หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรักษ์โลก
ลูกค้าหลายรายนำโครงการเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการขอรับรางวัล หรือฉลากรับรองต่างๆ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ในภาคการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเริ่มเลือกใช้บริการโรงแรมที่มีแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการก็ให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งยังไม่เคยรู้จัก PAC มาก่อน เมื่อได้รู้จักเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็เริ่มเห็นทางเลือกใหม่ในการจัดการพลังงาน เมื่อมีการคำนวณเปรียบเทียบต้นทุนพลังงานกับระบบเดิม โครงการต่างๆ จึงถูกนำไปเสนอในระดับผู้บริหาร และหลายแห่งเริ่มต้นจากโครงการนำร่อง เพื่อทดสอบผลลัพธ์ก่อนขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น
สำหรับภาพรวมของตลาดในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าทั้งองค์กรและอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ PAC ยังมองเห็นช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการสร้างความเข้าใจในตลาด
ที่ผ่านมา PAC ใช้แนวทางการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง ส่งทีมงานเข้าไปนำเสนอสินค้าและบริการให้กับลูกค้าเป้าหมายเป็นรายๆ ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจได้ลึก แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านการขยายวงกว้าง แนวทางต่อไปจึงมุ่งไปที่การสร้างเครือข่ายพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ผู้รับเหมา หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถขยายการเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพของพันธมิตร ผ่านการอบรมในด้านผลิตภัณฑ์ การติดตั้ง การบริการหลังการขาย รวมถึงความรู้ด้านพลังงานและความยั่งยืน เพื่อให้สามารถนำเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร
อีกด้านหนึ่งคือการทำตลาด ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอาจยังมีข้อจำกัดจากขนาดของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากร โดยเน้นไปที่ทีมงานด้านวิศวกรรมและการส่งมอบงานเป็นหลัก ในระยะต่อไป การสร้างการรับรู้ในตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งทิศทางสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ
จากเวทีรัฐสู่เวทีโลก PAC เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนภาพนวัตกรรมไทย
การเดินทางของ PAC ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงลำพัง แต่เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
ในวันที่นวัตกรรมยังไม่เป็นที่รู้จัก การทำให้ตลาดยอมรับต้องอาศัยทั้งความตั้งใจของผู้พัฒนา และความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานกลุ่มแรก ลูกค้ากลุ่มนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้จริง
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในรูปแบบของทุนวิจัยและพัฒนา การเปิดโอกาสให้เข้าร่วมเวทีนำเสนอผลงาน รวมถึงการเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ช่วยให้ PAC เติบโตต่อเนื่อง
มากที่สุด คือต้องบอกว่า PAC มาถึงตรงนี้ได้ เราได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนมาก เริ่มต้นมันต้องเป็นเรา ที่เราต้องแบบตั้งใจเนาะ แต่ว่า PAC จะมีทั้งลูกค้าที่ให้โอกาส เค้าเป็นลูกค้าผู้มีอุปการคุณที่มันไม่ใช่ว่าเราซื้อของคนอื่นมาขาย อะเราพัฒนานวัตกรรมมาที่เค้าไม่รู้จักเลย แล้วเค้าก็เชื่อมั่นและยอมใช้ แต่มากไปกว่านั้นก็คือ การที่เรามีภาครัฐให้ทุนในการสนับสนุนในการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม พาเราไปโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศ
การได้เข้าร่วมกิจกรรมในเวทีต่างประเทศ ทำให้ PAC ได้ก้าวออกจากตลาดภายในประเทศ ไปสู่การนำเสนอเทคโนโลยีในระดับสากล แต่ในช่วงแรก ภาพของนวัตกรรมไทยในสายตาต่างชาติยังคงผูกอยู่กับสินค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าไลฟ์สไตล์
เมื่อเทคโนโลยีด้านพลังงานถูกนำไปจัดแสดงในบริบทเดียวกัน จึงกลายเป็นความแตกต่างที่ชัดเจน และสร้างคำถามใหม่ให้กับผู้ที่พบเห็น
“ประเทศไทยมีนวัตกรรมแบบนี้ด้วยเหรอ”
คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดมุมมองใหม่ ที่ทำให้นวัตกรรมไทยถูกมองในมิติที่กว้างขึ้น
ต่อมา เมื่อ PAC ได้รับรางวัลนวัตกรรมในระดับนานาชาติ ยิ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และทำให้การนำเสนอเทคโนโลยีในเวทีโลกมีน้ำหนักมากขึ้น ภาพของนวัตกรรมไทยจึงเริ่มขยับจากสินค้าอุปโภคบริโภค ไปสู่เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดและการจัดการสภาพภูมิอากาศเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และทิศทางการพัฒนาในระดับโลก การเติบโตของธุรกิจในกลุ่มนี้ ทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ความสนใจในเรื่องความยั่งยืนอาจลดลงในบางช่วง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับต้นทุนและการดำเนินธุรกิจในระยะสั้น
บริบทนี้ทำให้แนวทางการนำเสนอเทคโนโลยีต้องปรับเปลี่ยน จากการเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปสู่การตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กัน
นวัตกรรมไม่ได้ถูกมองเพียงว่าเป็นเครื่องมือในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสามารถช่วยลดต้นทุน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจได้จริง
ในภาพรวม แม้จังหวะของตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ แต่ทิศทางของเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ
ในวันที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น วิธีที่ PAC ปรับเกมธุรกิจพลังงานให้กลายเป็นโอกาส
ในปีที่ความผันผวนของเศรษฐกิจและพลังงานเกิดขึ้นพร้อมกัน ความท้าทายของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ “จะเติบโตอย่างไร” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “จะปรับตัวอย่างไรให้ยังเดินต่อได้”
ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ส่งผลต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยตรง การตัดสินใจเดินทางลดลง โรงแรมเริ่มชะลอการลงทุน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดด้านเงินทุน ในบางกรณี การลงทุนใหม่จึงถูกเลื่อนออกไป เพราะธุรกิจต้องเลือกใช้ทรัพยากรกับสิ่งที่จำเป็นก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน กลับมีอีกกลุ่มที่มองเห็นโอกาส
กลุ่มลูกค้าหลักของ PAC ซึ่งเป็นธุรกิจที่ยังมีกำลังซื้อ มองการลงทุนในมุมที่ต่างออกไป พวกเขาใช้ช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานสูง และความต้องการยังไม่กลับมาเต็มที่ เป็นจังหวะในการปรับปรุงระบบ เพื่อให้พร้อมรองรับเมื่อธุรกิจกลับมาการลงทุนในเทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการ “เตรียมต้นทุน” ให้แข่งขันได้ในระยะยาว
กลับกันที่เราก็มองเป็นโอกาส ก็คือ กลุ่มธุรกิจของ PAC ส่วนใหญ่ลูกค้ามีกำลังซื้อ เขาก็จะมองว่าต้องลงทุน ยิ่งตอนนี้พลังงานแพง ยิ่งตอนนี้แขกไม่มา ยิ่งต้องลงทุน เพราะว่าถ้าแขกมาแล้วจะได้ลงทุนทุกอย่างเสร็จหมดแล้วในช่วงนี้ หรือเพราะแพงไงก็เลยต้องลงทุนจะได้มีต้นทุนที่ถูก และ PAC ก็เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ได้อุปกรณ์ที่ดี รันระบบได้โดยทำให้ Operation ไม่มีปัญหา และก็มีค่าพลังงานที่ถูกลง ถ้าเรามองไปใน Target Customer กลุ่มนี้ เราก็มองว่าก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้สะท้อนในเรื่องของต้นทุนค่าพลังงานเหมือนของเรา
อีกหนึ่งการปรับตัวสำคัญ คือการ “เลือกกลุ่มลูกค้าใหม่” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จากเดิมที่อาจเน้นองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องรายงานด้านความยั่งยืน ปีนี้ PAC ขยับไปโฟกัสกลุ่มที่ “ใช้พลังงานจริง” และ “ต้องการลดต้นทุนจริง” เช่น โรงงานต่างชาติในประเทศไทยที่ยังมีรายได้ต่อเนื่อง และยังมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกลุ่มธุรกิจระดับบน ทั้งในภาคบริการและผู้บริโภค ที่ไม่ได้มองเพียงกำลังซื้อ แต่ให้ความสำคัญกับความหมายของการใช้เทคโนโลยี
เรามองว่ากลุ่มตลาดที่เป็น Luxury ไม่ว่าอาจจะเป็นทางฝั่ง Hospitality Sector หรือแม้กระทั่งกลุ่มConsumer เอง Luxury ไม่ได้พูดถึงมีกำลังซื้ออย่างเดียว แต่มี Mindset มีความรู้ คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคนกลุ่มที่แค่มีเงิน แต่กำลังอยากที่จะสร้างความหมายอะไรบางอย่างให้กับโลกใบนี้ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ Adopt Technology ใหม่ๆ ได้ดี โดยเฉพาะเทคโนโลยีเกี่ยวกับความยั่งยืน เราก็เลยเชื่อว่าถ้าปีนี้จับตลาดได้ถูกและก็ใช้ทรัพยากรไปสื่อสารไปยังกลุ่มที่มองว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วน่าที่จะยังคง โตได้ตามเป้าหมายของเราอยู่ ตอนต้นปีประมาณ 20% ตอนนี้ก็กำลังปรับแผนอยู่ว่ายังคงจะตั้งเป้าในเรื่องของการเติบโตประมาณนี้อยู่
หนึ่งในตลาดที่ PAC เห็นโอกาสชัดเจนคือมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมระดับบน และมีข้อจำกัดด้านพลังงานอย่างชัดเจน เนื่องจากต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากดีเซลเป็นหลัก เทคโนโลยีของ PAC จึงตอบโจทย์โดยตรง ทั้งในแง่การลดต้นทุนพลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้เกิดการติดตั้งระบบและการส่งออกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์โลกเริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และต้นทุนโลจิสติกส์ การวางแผนขยายตลาดจึงต้องถูกทบทวนใหม่ หลังจากภารกิจในต่างประเทศ PAC เริ่มกลับมาประเมินว่า การโฟกัสในพื้นที่ที่ควบคุมได้อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในช่วงเวลานี้
การสร้างฐานในประเทศจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทิศทางสำคัญ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างความเข้าใจในตลาด และการขยายเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สมุย หัวหิน หรือเขาใหญ่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ใช้พลังงานสูงได้โดยตรง พร้อมทั้งควบคุมต้นทุนและจังหวะการเติบโตได้ดีขึ้น
วิธีที่ PAC สร้าง Green Culture ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร
การขับเคลื่อนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและความยั่งยืน สำหรับ PAC ไม่ได้เริ่มจากสินค้า แต่เริ่มจาก “คนในองค์กร” ด้วยวิธีคิดของผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ทำให้การนำความยั่งยืนเข้ามาในองค์กรไม่ได้เป็นเพียงแนวทางเชิงภาพลักษณ์ แต่ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำงานอย่างจริงจัง
จุดเริ่มต้นคือการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน จากนั้นจึงแปลงเป็นกลยุทธ์ที่สามารถวัดผลได้ เช่น การตั้งตัวชี้วัดระดับองค์กรในเรื่องการช่วยลูกค้าลดการใช้พลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดหลักขององค์กร
เป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระดับผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถ่ายทอดลงไปยังทุกหน่วยงาน โดยผูกเข้ากับตัวชี้วัดของแต่ละฝ่าย ทำให้ความยั่งยืนกลายเป็น “งานของทุกคน” ไม่ใช่หน้าที่ของทีมใดทีมหนึ่ง ขณะเดียวกัน ค่านิยมองค์กรที่เดิมประกอบด้วย นวัตกรรม การทำงานเชิงรุก ความรับผิดชอบ และการมุ่งเน้นลูกค้า ถูกขยายเพิ่มเติมด้วยมิติของความยั่งยืน เพื่อสะท้อนทิศทางใหม่ขององค์กรอย่างชัดเจน
วันนี้คุณมาจากไหนไม่รู้ แต่คุณกำลังมาเป็นทีมของ PAC แล้ว PAC เรามี Vision Mission เราอยากจะส่งต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม อยากจะรักษา ส่งต่อทรัพยากรที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป ดังนั้นวันนี้คุณก้าวมาอยู่กับ PAC อย่างน้อยก็ต้องอินกับเรื่องนี้
หนึ่งในเครื่องมือหลักที่ PAC ใช้คือการสื่อสารแบบต่อเนื่อง ผ่านการพูดคุยประจำสัปดาห์ ที่ผู้บริหารสื่อสารโดยตรงกับทีมงานทั้งในกรุงเทพฯ และสาขาอื่นแบบเรียลไทม์ เนื้อหาที่สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องกลยุทธ์หรือเป้าหมาย แต่รวมถึงสถานการณ์จริงที่บริษัทกำลังเผชิญ ทั้งในด้านตลาด การขาย และต้นทุน เพื่อให้พนักงานเห็นภาพเดียวกัน และเข้าใจว่าบทบาทของตัวเองเชื่อมโยงกับองค์กรอย่างไร
ในฝั่งของการดำเนินงาน ก็มีการขอความร่วมมือจากทีมงานในการช่วยกันลดต้นทุน เช่น การใช้การเดินทางร่วมกัน การวางแผนเส้นทาง การลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น หรือการปรับพฤติกรรมการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป
ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรก็รับรู้ว่าพนักงานมีพื้นฐานและความสนใจที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะอินกับเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่แรก การสร้างความเข้าใจจึงต้องใช้เวลา และต้องอาศัยการเชื่อมโยงให้เห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของแต่ละคนอย่างไร
การสื่อสารจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในองค์กร แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การทำงานกับลูกค้า ผ่านทีมขาย ทีมการตลาด และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้แนวคิดเรื่องพลังงานและความยั่งยืนถูกนำไปใช้จริง
ถ้าเราพูดเรื่องนี้แค่เป็นอีเวนต์ พูดครั้งเดียวก็จบหรือเรา ทำเป็นเหมือนกับทำเพราะว่าต้องทำมันจะไปได้ไม่นาน แต่ก็ไม่ได้ง่าย เพราะทุกคนไม่ได้อินกับเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจว่าพนักงานมาจากต่างที่ต่างถิ่น มีความสนใจในเรื่องต่างๆ ที่ไม่เหมือนกันกับเรา แต่ก็พยายามจะบอกกับทุกๆ คน วันนี้เรากำลังจะสร้างเรื่องของ Green Culture ในองค์กร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง