thansettakij
thansettakij
Data Center การจัดสรรทรัพยากร และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นธรรม

Data Center การจัดสรรทรัพยากร และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นธรรม

30 ก.ค. 69 | 05:36 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ค. 69 | 05:36 น.

Data Center คือโอกาสยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐออกแบบกติกาให้การลงทุนเติบโตควบคู่การใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรของชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

KEY

POINTS

  • การลงทุน Data Center ในไทยกำลังเติบโต แต่ก่อให้เกิดความท้าทายในการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะอย่างเป็นธรรม เนื่องจากต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำ
  • ภาครัฐควรเปลี่ยนจากการแข่งขันให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุน มาเป็นการสร้างกติกาที่เข้มแข็งให้ผู้ลงทุนร่วมรับผิดชอบต้นทุนด้านทรัพยากร และสร้างผลตอบแทนให้ประเทศมากกว่าแค่เม็ดเงิน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีการวางแผนระดับชาติที่กำหนดให้ Data Center ใช้พลังงานสะอาด บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตโดยไม่สร้างภาระให้สังคม

กระแสการลงทุนด้าน Data Center กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อเป็นฐานรองรับบริการคลาวด์ การประมวลผลข้อมูล และการพัฒนา AI ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยเองก็ได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีตำแหน่งที่ตั้งเหมาะสม ระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อภูมิภาค และระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เดินหน้าใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมองเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยไม่พิจารณาต้นทุนด้านทรัพยากรในระยะยาว ความสำเร็จทางเศรษฐกิจอาจแลกมาด้วยภาระด้านสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมลํ้าในการใช้ทรัพยากรของสังคม

ทรัพยากรสาธารณะ ใครควรรับต้นทุน

ในทางรัฐศาสตร์ การตัดสินใจเกี่ยวกับ Data Center จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะระหว่างรัฐ นักลงทุน และประชาชน โครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ใช้นํ้าเพื่อระบบหล่อเย็น และต้องการพื้นที่ที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อมรองรับ

ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่าใครควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนเหล่านี้ เพราะแม้ Data Center จะสร้างการลงทุนและรายได้ แต่ต้นทุนด้านไฟฟ้า นํ้า และผลกระทบต่อโครงข่ายสาธารณูปโภคมักตกอยู่กับภาครัฐหรือผู้ใช้บริการรายอื่น หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ก็อาจเกิดภาวะที่ผลประโยชน์สาธารณะถูกเบียดบังโดยผลประโยชน์ของผู้ลงทุน

Data Center การจัดสรรทรัพยากร และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นธรรม

แนวโน้มของโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนจากการแข่งขันให้สิทธิประโยชน์ มาเป็นการแข่งขันด้าน “คุณภาพของการกำกับดูแล” ออสเตรเลียประกาศแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ โดยเตรียมกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องรับผิดชอบต้นทุนการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง จัดหาแหล่งพลังงานที่เพียงพอ ไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังประชาชน ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบไฟฟ้ามีความตึงตัว และใช้เทคโนโลยีประหยัดนํ้าควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนก่อนก่อสร้าง

ลงทุนต้องสร้างผลตอบแทนให้ประเทศ

อีกประเด็นที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือการกำหนด “ผลตอบแทนที่ประเทศควรได้รับ” จากการใช้ทรัพยากรสาธารณะ การลงทุน Data Center มักถูกนำเสนอในรูปของมูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยได้รับอะไรนอกเหนือจากตัวเลขการลงทุน

หากโครงการส่วนใหญ่เป็นเพียงศูนย์ประมวลผลข้อมูลที่ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ การจ้างงานโดยตรงอาจไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิต ขณะที่การใช้ไฟฟ้าและนํ้ากลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพิจารณาโครงการควรประเมินทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย การใช้ผู้ประกอบการในประเทศ การสร้างห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล และการสนับสนุนการวิจัยด้าน AI เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์เชิงโครงสร้าง

กติกาที่ดี สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องได้รับการยกระดับจากการประเมินผลกระทบรายโครงการไปสู่การวางแผนระดับประเทศ ปัจจุบันรายงานหลายฉบับชี้ตรงกันว่า Data Center ในยุค AI กำลังใช้พลังงานและนํ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของโลก

หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค ก็จำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รองรับที่เหมาะสม เชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานสะอาด ระบบบริหารจัดการนํ้าแบบหมุนเวียน และกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและการแข่งขันด้านความยั่งยืนมากกว่าการแข่งขันด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของประเทศไทยจะไม่ถูกวัดจากจำนวน Data Center ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้เป็นฐานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน หากรัฐสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนใช้พลังงานสะอาด บริหารจัดการนํ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาคนไทย และร่วมรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ การเติบโตของ Data Center ก็จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่โดยไม่สร้างภาระให้คนรุ่นหลัง

แต่หากรัฐแข่งขันด้วยการลดข้อกำหนดเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงระยะสั้น ประเทศอาจสูญเสียทั้งทรัพยากรและโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว บทบาทของรัฐบาลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม หากคือการออกแบบกติกาที่ทำให้ทั้งสองด้านเติบโตไปพร้อมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร และธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล

บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์