

KEY
POINTS
กระแสการลงทุนด้าน Data Center กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อเป็นฐานรองรับบริการคลาวด์ การประมวลผลข้อมูล และการพัฒนา AI ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลในศตวรรษที่ 21
ประเทศไทยเองก็ได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีตำแหน่งที่ตั้งเหมาะสม ระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อภูมิภาค และระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เดินหน้าใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมองเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยไม่พิจารณาต้นทุนด้านทรัพยากรในระยะยาว ความสำเร็จทางเศรษฐกิจอาจแลกมาด้วยภาระด้านสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมลํ้าในการใช้ทรัพยากรของสังคม
ในทางรัฐศาสตร์ การตัดสินใจเกี่ยวกับ Data Center จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะระหว่างรัฐ นักลงทุน และประชาชน โครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ใช้นํ้าเพื่อระบบหล่อเย็น และต้องการพื้นที่ที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อมรองรับ
ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่าใครควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนเหล่านี้ เพราะแม้ Data Center จะสร้างการลงทุนและรายได้ แต่ต้นทุนด้านไฟฟ้า นํ้า และผลกระทบต่อโครงข่ายสาธารณูปโภคมักตกอยู่กับภาครัฐหรือผู้ใช้บริการรายอื่น หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ก็อาจเกิดภาวะที่ผลประโยชน์สาธารณะถูกเบียดบังโดยผลประโยชน์ของผู้ลงทุน
แนวโน้มของโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนจากการแข่งขันให้สิทธิประโยชน์ มาเป็นการแข่งขันด้าน “คุณภาพของการกำกับดูแล” ออสเตรเลียประกาศแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ โดยเตรียมกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องรับผิดชอบต้นทุนการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง จัดหาแหล่งพลังงานที่เพียงพอ ไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังประชาชน ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบไฟฟ้ามีความตึงตัว และใช้เทคโนโลยีประหยัดนํ้าควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนก่อนก่อสร้าง
อีกประเด็นที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือการกำหนด “ผลตอบแทนที่ประเทศควรได้รับ” จากการใช้ทรัพยากรสาธารณะ การลงทุน Data Center มักถูกนำเสนอในรูปของมูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยได้รับอะไรนอกเหนือจากตัวเลขการลงทุน
หากโครงการส่วนใหญ่เป็นเพียงศูนย์ประมวลผลข้อมูลที่ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ การจ้างงานโดยตรงอาจไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิต ขณะที่การใช้ไฟฟ้าและนํ้ากลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพิจารณาโครงการควรประเมินทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย การใช้ผู้ประกอบการในประเทศ การสร้างห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล และการสนับสนุนการวิจัยด้าน AI เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์เชิงโครงสร้าง
ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องได้รับการยกระดับจากการประเมินผลกระทบรายโครงการไปสู่การวางแผนระดับประเทศ ปัจจุบันรายงานหลายฉบับชี้ตรงกันว่า Data Center ในยุค AI กำลังใช้พลังงานและนํ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของโลก
หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค ก็จำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รองรับที่เหมาะสม เชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานสะอาด ระบบบริหารจัดการนํ้าแบบหมุนเวียน และกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและการแข่งขันด้านความยั่งยืนมากกว่าการแข่งขันด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของประเทศไทยจะไม่ถูกวัดจากจำนวน Data Center ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้เป็นฐานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน หากรัฐสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนใช้พลังงานสะอาด บริหารจัดการนํ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาคนไทย และร่วมรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ การเติบโตของ Data Center ก็จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่โดยไม่สร้างภาระให้คนรุ่นหลัง
แต่หากรัฐแข่งขันด้วยการลดข้อกำหนดเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงระยะสั้น ประเทศอาจสูญเสียทั้งทรัพยากรและโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว บทบาทของรัฐบาลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม หากคือการออกแบบกติกาที่ทำให้ทั้งสองด้านเติบโตไปพร้อมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร และธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง