thansettakij
thansettakij
น้ำมันแพง ดันยอดใช้ EV พุ่ง! คาดปี 73 ทะลุ 2.59 ล้านคัน เร่งจัดหาไฟฟ้าป้อน

น้ำมันแพง ดันยอดใช้ EV พุ่ง! คาดปี 73 ทะลุ 2.59 ล้านคัน เร่งจัดหาไฟฟ้าป้อน

19 เม.ย. 69 | 08:09 น.
อัปเดตล่าสุด :19 เม.ย. 69 | 08:09 น.

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันหลักของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาพลังงานยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนและพุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาสนใจเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
  • มีการคาดการณ์ว่าจำนวนรถยนต์ EV สะสมในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะสูงถึง 2.59 ล้านคันภายในปี พ.ศ. 2573
  • สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำลังวางแผนจัดหาไฟฟ้าเพิ่มเติมในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการใช้รถ EV

จากสถานการณ์ความขัดแย้งใตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันหลักของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาพลังงานยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคานํ้ามันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นํ้ามันดิบเบรนท์ ปรับขึ้นมาที่ระดับ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และนํ้ามันสำเร็จรูปอย่างนํ้ามันดีเซล อยู่ที่ 272 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และนํ้ามันเบนซิน อยู่ที่ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกนํ้ามันสำเร็จรูปในประเทศอย่างดีเซล ปรับขึ้นมาที่ 50.54 บาทต่อลิตร โดยกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงยังอุดหนุนอยู่ที่ 18.10 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มที่จะปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น หากรัฐบาลไม่มีมาตรการอื่นมาช่วยอุดหนุนราคานํ้ามัน

น้ำมันแพง ดันยอดใช้ EV พุ่ง! คาดปี 73 ทะลุ 2.59 ล้านคัน เร่งจัดหาไฟฟ้าป้อน

จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชน เริ่มหาแนวทางเลือกในการลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีกำลังซื้อเริ่มมองหาที่จะเปลี่ยนรถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาป ไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีแทน ทั้งนี้ สะท้อนได้จากยอดการจองรถยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม- 5 เมษายน 2569 มีจำนวนกว่า 8 หมื่นคัน จากยอดจองรถยนต์รวม 132,951 คัน

ในขณะที่ตามเป้าหมายเดิมของนโยบาย 30@30 ที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีซี) ตั้งเป้าผลิตรถ ZEV ให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 ราว 1.12 ล้านคัน และเพิ่มเป็น 3.04 ล้านคันในปี 2578 จากปี 2568 มียอดรถยนต์อีวี จดทะเบียนสะสมที่ 372,703 คัน ส่งผลให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ต้องเตรียมวางแผนในการจัดหาไฟฟ้าในแผน PDP 2026 ขึ้นมารองรับกับปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

สนพ.รายงานว่า แนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ได้นำไปสู่การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าจากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในความต้องการไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (New Demand) โดยใช้ฐานข้อมูลปัจจุบันควบคู่กับการพิจารณาเป้าหมายนโยบาย 30@30 และแนวโน้มเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ในอนาคต

สมมติฐานหลักในการจัดทำค่าพยากรณ์ประกอบด้วย การปรับเลื่อนเป้าหมายตามนโยบาย 30@30 โดยวิเคราะห์จากข้อมูลจริงและแนวโน้มการเติบโต ซึ่งกำหนดให้กลุ่มรถยนต์นั่ง (PC) เลื่อนเป้าหมายออกไปอีก 1 ปี ขณะที่รถประเภทอื่นๆ ได้แก่ รถกระบะ (PU) รถจักรยานยนต์ (MC) รถบัส และรถบรรทุก จะเลื่อนเป้าหมายออกไปอีก 5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดอายุการใช้งานของรถ EV ให้ยาวนานขึ้นตามเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นในอนาคต แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงปี 2569–2573 กำหนดอายุรถยนต์นั่ง (PC) ที่ 12 ปี รถกระบะ (PU) 11 ปี รถจักรยานยนต์ (MC) 4 ปี รถบัส 8 ปี และรถบรรทุก 10 ปี ส่วนในช่วงปี 2574-2583 จะขยายอายุเป็น 1.5 เท่า และช่วงปี 2584-2593 จะขยายเป็น 2 เท่าของช่วงแรก โดยใช้ร่วมกับอัตราการอยู่รอด (Survival Rate) ที่ปรับให้สอดคล้องกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ในประเทศไทย

อีกทั้งสมมติฐานได้กำหนดค่าเฉลี่ยพลังงานไฟฟ้าจำเพาะ ที่อ้างอิงผลการศึกษาจาก NIDA โดยรถยนต์นั่ง (PC) มีค่าอยู่ที่ 0.18 หน่วยต่อกิโลเมตร รถกระบะ(PU) อยู่ที่  0.28 รถจักรยานยนต์ (MC) อยู่ที่ 0.06 รถบัสอยู่ที่ 1.26 และรถบรรทุกอยู่ที่ 0.97 สำหรับระยะทางวิ่งต่อวัน มีความแตกต่างกันตามประเภทและพื้นที่ โดยรถยนต์นั่ง( PC) ในเขต กฟน. วิ่งเฉลี่ย 32.76 กิโลเมตรต่อวัน ขณะที่ในเขต กฟภ. วิ่งสูงถึง 60.38 กิโลเมตรต่อวัน ส่วนรถประเภทอื่นอย่างรถบัสและรถบรรทุกจะมีระยะทางวิ่งสูงที่สุดคือ 122.53 และ 111.75 กิโลเมตรต่อวันตามลำดับ

จากข้อมูลดังกล่าวนำมาคำนวณร่วมกับรูปแบบการใช้ไฟฟ้า (Load Profile) ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลจริงของ กฟน. และ กฟภ. เพื่อประเมินผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า โดยคาดการณ์ว่า ณ ปี 2573 จะมีจำนวนรถยนต์อีวีอยู่ที่ 2.59 ล้านคัน เป็น รถยนต์นั่ง (PC) สูงถึงประมาณ 1.41 ล้านคัน รถกระบะ (PU) ประมาณ 1.71 แสนคัน รถจักรยานยนต์ (MC) ประมาณ 9.49 แสนคัน รถบัส 9,103 คัน และรถบรรทุก 43,360 คัน และเมื่อถึงปี 2593 คาดว่าจะจะมีจำนวนรถยนต์นั่ง (PC) สูงถึงประมาณ 13.5 ล้านคัน รถกระบะ (PU) ประมาณ 3.10 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ (MC) ประมาณ 10.87 ล้านคัน รถบัส 106,902 คัน และรถบรรทุก 832,390 คัน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าพยากรณ์ความต้องการพลังงานไฟฟ้าจาก EV ทั้งหมดอยู่ที่ 103,056 ล้านหน่วย (GWh)

ทั้งนี้ จากการขยายตัวของ EV ยังส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการเกิดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศ โดยพบว่าการชาร์จรถ EV จะทำให้เวลาที่เกิด Peak เปลี่ยนไปจากช่วงกลางวันเป็นเวลา 22:30 น. ถึง 23:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ใช้รถกลับเข้าที่พักอาศัยและเริ่มทำการอัดประจุไฟฟ้า

ดังนั้น การจัดทำแผน PDP2026 จำเป็นต้องนำเทคโนโลยี Smart Charge มาใช้จัดการโหลดของยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และช่วยลดภาระการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ ที่จะมารองรับยอด Peak ที่สูงขึ้นเกินความจำเป็น โดยเดือนเมษายน 2568 เกิดพีคสูงสุดที่ 34,938 เมกะวัตต์