thansettakij
thansettakij
ปี 68 ไทยใช้พลังงานลดลง 1.5% ฉุดปล่อย CO2 เหลือ 239 ล้านตัน ลดลง 3.3%

ปี 68 ไทยใช้พลังงานลดลง 1.5% ฉุดปล่อย CO2 เหลือ 239 ล้านตัน ลดลง 3.3%

07 เม.ย. 69 | 11:16 น.
อัปเดตล่าสุด :07 เม.ย. 69 | 11:16 น.

ปี 2568 เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ส่งผลให้การใช้พลังงานลดลง 1.5% ทั้งจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน/ลิกไนต์ ฉุดยอดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดิ่งเหลือ 239.6 ล้านตัน หรือลดลง 3.3% โดยภาคการผลิตไฟฟ้า ยังปล่อย CO2 สูงสุดอยู่ในระดับ 87.1 ล้านตัน

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ปี 2568 การใช้พลังงานของไทยจะลดลง 1.5% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
  • การใช้พลังงานที่ลดลงส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยรวมลดลง 3.3% เหลือประมาณ 239.6 ล้านตัน
  • ภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อย CO2 ลดลงมากที่สุดถึง 7.2% ตามมาด้วยภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานภาพรวมเศรษฐกิจ ไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4%ซึ่งชะลอลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเร่งตัวขึ้นของการส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัว 9.2% และการกลับมาขยายตัวของการลงทุนรวมที่ 4.9 % แบ่งเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่พลิกกลับมาขยายตัว 3.5% (จากที่เคยลดลง 1.9% ในปีก่อน) และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว 8.9%

อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเหลือ 2.7% ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัวเพียง 0.6 % ลดลงเมื่อ เทียบกับปี 2567 สำหรับด้านการผลิต ภาคเกษตรขยายตัว 3.6% เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร (การท่องเที่ยว) กลับชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดโดยขยายตัว 2.5 % เทียบกับที่เคยขยายตัวสูงถึง12.0 %ในปี 2567 มีปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรง ได้แก่ การลดลงของจำนวน นักท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 2568 ทั้งหมด 32,974,383 คน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.5% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัว 1.2% ที่ได้รับผลจากการปรับตัวดีขึ้นของภาคนอกเกษตรและอุปสงค์ในประเทศ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานว่า จากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2568 มีการใช้พลังงานของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 121,710 พันตันเทียบเท่านํ้ามันดิบ(KTOE) ลดลงจากปีก่อน 1.5% ที่อยู่ในระดับ 123,504 พันตันเทียบเท่านํ้ามันดิบ(KTOE) ส่งผลให้ภาพรวมมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด (CO2 ) ของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 239.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลง 3.3 % เมื่อเทียบกับปีก่อนปล่อยอยู่ที่ 247.8 ล้านตัน CO2

ปี 68 ไทยใช้พลังงานลดลง 1.5% ฉุดปล่อย CO2 เหลือ 239 ล้านตัน ลดลง 3.3%

เมื่อพิจารณาจากการใช้พลังงานแยกรายชนิดเชื้อเพลิง ในปี 2568 พบว่า การปล่อยก๊าซ CO2 จากนํ้ามันสำเร็จรูปมีสัดส่วนการปล่อยสูงที่สุดอยู่ที่ 44% หรือปล่อยอยู่ที่ระดับ 104.6 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน รองลงมาเป็น ก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนปล่อยอยู่ที่ 32% หรือปล่อยอยู่ที่ระดับ 76.8 ล้านตัน CO2 ลดลง 6.7% และถ่านหิน/ลิกไนต์ มีสัดส่วน ปล่อย 24% ปล่อยอยู่ที่ระดับ 58.2 ล้านตัน CO2 ลดลง 3.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สนพ.รายงานอีกว่า สำหรับการใช้พลังงานแยกรายภาคเศรษฐกิจ ในปี 2568 ภาพรวมมีการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ ลดลง 3.3 % เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 สูงที่สุดที่ 36% มีการปล่อยก๊าซ CO2 ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือปล่อยอยู่ในระดับ 87.1 ล้านตัน CO2

สอดคล้องกับการผลิตไฟฟ้าที่ลดลง 3.4% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง 2.8 %โดยมาจากการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า (มีสัดส่วนสูงถึง 65% ) ลดลง 7.5% ปล่อยอยู่ที่ระดับ 56.9 ล้านตัน CO2 และการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ ซึ่งมีสัดส่วน 34% มีการปล่อยก๊าซ CO2 ลดลง 6.7% ปล่อยอยู่ที่ระดับ 29.8 ล้านตัน CO2 และการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้นํ้ามันสำเร็จรูปลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือปล่อยที่ระดับ 0.4 ล้านตัน CO2 โดยก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของไทย รองลงมาคือ ไฟฟ้า นำเข้า/แลกเปลี่ยน ถ่านหิน/ลิกไนต์ พลังงานหมุนเวียน พลังนํ้าและนํ้ามัน ตามลำดับ

ขณะที่ภาคการขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 34 % มีการปล่อยก๊าซ CO2 ลดลง 1.1% หรือปล่อยอยู่ที่ระดับ 81.3 ล้านตัน CO2 โดยเป็นการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้นํ้ามันสำเร็จรูปที่ลดลงเล็กน้อย 0.7% ในขณะที่การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคการขนส่ง (NGV) ลดลง 16.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการปล่อย 24% ปล่อยก๊าซ CO2 ที่ระดับ 57.9 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งลดลงจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ และการใช้น้ ามันสำเร็จรูป ในขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ มีการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้ ถ่านหิน/ลิกไนต์ (สัดส่วนการปล่อย CO2 49% ) เพิ่มขึ้น 0.7% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการใช้ถ่านหิน/ ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น 0.7% และการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง 3.1% และการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้น้ ามันสำเร็จรูปลดลง 0.9%

ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ การปล่อยก๊าซ CO2 ในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แก่ ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และกิจกรรมอื่นๆ มาจากการใช้นํ้ามันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว โดยในปี 2568 มีสัดส่วนการปล่อย CO2 ที่ 6% มีการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้นํ้ามันสำเร็จรูปในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ รวม 13.3 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.2 %

สำหรับการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงาน ในปี 2568 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 เฉลี่ย 1.969 พันตัน CO2 ต่อ KTOE ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.007 พันตัน CO2 ต่อ KTOE ขณะที่การปล่อย ก๊าซ CO2 ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (kWh) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.383 กิโลกรัม CO2 ต่อ kWh ลดลง เล็กน้อยจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 0.399 กิโลกรัม CO2 ต่อ kWh

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงานของประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลของ International Energy Agency (IEA) สหรัฐอเมริกา พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงานเฉลี่ย อยู่ที่ 1.99 พันตัน CO2 ต่อ KTOE ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของโลก ภูมิภาคเอเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน ซึ่งอยู่ที่ 2.31 2.38 2.07 และ 2.79 พันตัน CO2 ต่อ KTOE ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ย ของสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ที่ 1.91 พันตัน CO2 ต่อ KTOE