thansettakij
thansettakij
‘UAC’ อัด 150 ล้าน เสริมแกร่ง 4 ธุรกิจ ปั้น‘เคมีภัณฑ์สีเขียว-วัสดุชีวภาพ’ รับเทรนคาร์บอนตํ่า

‘UAC’ อัด 150 ล้าน เสริมแกร่ง 4 ธุรกิจ ปั้น‘เคมีภัณฑ์สีเขียว-วัสดุชีวภาพ’ รับเทรนคาร์บอนตํ่า

31 มี.ค. 69 | 09:03 น.
อัปเดตล่าสุด :31 มี.ค. 69 | 09:03 น.

UAC ทุ่ม 150 ล้านบาท UAC เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ปั้น New S-Curve ผ่านการผสานนวัตกรรม UAC SYNOVA ลุยเคมีภัณฑ์สีเขียว-วัสดุชีวภาพ รับเทรนด์โลกคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 15% ต่อปี พร้อมดัน ROE พุ่งทะลุ 20%

KEY

POINTS

  • UAC เตรียมใช้เงินลงทุนราว 150 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและขยายงานใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เทรดดิ้ง พลังงาน เคมีภัณฑ์ และปิโตรเลียม
  • มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ผ่าน UAC SYNOVA ในการพัฒนานวัตกรรมกลุ่มผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสีเขียว เช่น สารชีวเคมี และวัสดุชีวภาพ
  • การลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (New S-Curve) ให้กับองค์กร และปรับตัวให้สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งเน้นไปยังการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ได้มุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจหลักทั้งเทรดดิ้ง พลังงาน และปิโตรเลียม พร้อมรุกคืบขยายการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและนวัตกรรมเคมีภัณฑ์สีเขียวทั่วภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ General Manager - Strategic Investment บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ "UAC" เปิดเผยว่า ในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงาน และการปรับตัวของอุตสาหกรรมทั่วโลกไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า ในปี 2569 นี้บริษัทจะใช้เงินลงทุนราว 150 ล้านบาท ในการขยายงานใน 4 กลุ่มบริษัท ได้แก่ ธุรกิจเทรดดิ้ง ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจปิโตรเลียม โดยเฉพาะการนำมาใช้สร้างโอกาสใหม่ผ่าน UAC SYNOVA ที่บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการนวัตกรรมใหม่ ๆ ในช่วงแรกจะเน้นกลุ่ม Green Product และ Green Technology เช่น สารชีวเคมี (Bio-chemicals) และวัสดุชีวภาพ (Bio-based Materials) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าของโครงการในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ UAC SYNOVA มีบทบาทเสมือนเป็นห้องแล็บทางความคิดและเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “New S-Curve” ให้กับองค์กร โดยศึกษาและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์โลกยุคพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจุบัน UAC SYNOVA กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการลํ้าสมัยอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Study) ใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Green Oleochemicals ซึ่งเป็นการต่อยอดจากกลุ่มเคมีภัณฑ์ชีวภาพเดิมให้มีความยั่งยืนมากขึ้น Upcycling Industries ที่มุ่งเน้นการนำวัสดุใช้แล้วกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง Organic Ecosystems เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจเกษตรอินทรีย์ และ Advanced Materials สำหรับการพัฒนาวัสดุขั้นสูง การผลักดันโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยเชิงทฤษฎี แต่เป็นการมองหาโอกาสทางธุรกิจจริงที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร

ขณะที่ธุรกิจพลังงาน บริษัทเน้นการรักษาความต่อเนื่องของการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคอาเซียน โดยปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการขยายฐานการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างอินโดนีเซีย โครงการ PT CAHAYA YASA CIPTA (CYC) ที่ได้เข้าไปได้เข้าร่วมทุนเพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF3) มีกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 40,000 ตันต่อปี โครงการนี้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2025 และเริ่มรับรู้รายได้ทันทีในไตรมาสที่ 3 ของปีเดียวกัน โดยในปี 2568 โครงการ CYC สามารถผลิต RDF3 ได้ปริมาณรวม 8,382 ตัน คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 6.57% ของกลุ่มธุรกิจพลังงาน

‘UAC’ อัด 150 ล้าน เสริมแกร่ง 4 ธุรกิจ ปั้น‘เคมีภัณฑ์สีเขียว-วัสดุชีวภาพ’ รับเทรนคาร์บอนตํ่า

ส่วนในสปป.ลาว โครงการ Vientiane Waste Management (VWM) ซึ่งเป็นโรงงานผลิต RDF3 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ที่มีกำลังการผลิต 15,000 ตันต่อปี ยังคงเดินหน้าดำเนินการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้จะประสบปัญหาด้านปริมาณวัตถุดิบจนทำให้การผลิตในปี 2568 ลดลงเหลือ 7,158 ตัน แต่โครงการนี้ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของกลุ่ม UAC ในระดับภูมิภาค

รวมถึงการแสวงหาโอกาสการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ซึ่งล่าสุดเช่น โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพที่อำเภอภูผาม่าน (PPM) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ส่วนที่เหลืออีก 1.5 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีกำลังผลิตรวม 3 เมกะวัตต์

นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม ยังเน้นการขยายการลงทุนในด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มอัตรากำไรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกลุ่ม โดยในปี 2568 ได้ขยายการผลิตในแปลงสัมปทานปิโตรเลียมหมายเลข L10/43 และ L11/43 ที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีการติดตั้ง Beam Pumps เพิ่มเติมในทั้งสองแปลงสัมปทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขุดเจาะ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตนํ้ามันดิบพุ่งสูงถึง 90,014 บาร์เรล เติบโตขึ้น 28.86% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และก๊าซธรรมชาติที่ผลิตร่วมมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 78.41% เป็น 91 ล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานดังกล่าว บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มรายได้ให้เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี และการยกระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้มากกว่า 20% รวมถึงการรักษาอัตรากำไร EBITDA ให้สูงกว่า 20% ของรายได้รวม โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมี มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,672.97 ล้านบาท รวมถึงมีการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 65.74 ล้านบาท และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 237.15 ล้านบาท