

KEY
POINTS
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจากการเปิดฉากโจมตีทางอากาศภายใต้ปฏิบัติการ “Epic Fury” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนความมั่นคงของโลก การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ฐานที่มั่นทางทหาร และผู้นำระดับสูงของอิหร่าน จนนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง
วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในระดับท้องถิ่น แต่ขยายตัวเป็นสงครามที่มีนัยสำคัญต่อความอยู่รอดและระเบียบโลกใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างรุนแรง และความรุนแรงได้ทวีคูณ เมื่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศควบคุมและสั่งปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติกว่า 20% ของซัพพลายโลก
การปิดช่องแคบนี้ ส่งผลให้การสัญจรทางเรือลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ มีเรือบรรทุกสินค้ากว่า 150 ลำต้องจอดรอ อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงภัย ขณะที่ความปลอดภัยของเรือบรรทุกสินค้าไม่สามารถรับประกันได้จากการที่อิหร่านโจมตี เรือพาณิชย์แล้วกว่า 21 ลำ วิกฤตครั้งนี้ทำให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์พุ่งทะยานทะลุกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงขั้นสูงสุดต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทย ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้านํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 61% จากการนำเข้านํ้ามันดิบทั้งหมด
ปัจจุบันแม้ทางกระทรวงพลังงาน จะยืนยันว่ามีปริมาณสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิงรวมใช้ได้นานราว 101 วัน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน ความเสี่ยงในการขาดแคลนอาจจะเข้าขั้นวิกฤตทันที
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินงาน คือการดึงศักยภาพของแหล่งพลังงานภายในประเทศมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพื่อลดการพึ่งพากองเรือขนส่งจากตะวันออกกลางที่ต้องผ่านจุดเสี่ยงภัย ทั้งการพึ่งพานํ้ามันบนดิน อย่างไบโอดีเซล (บี 100) โดยการเพิ่มสัดส่วนการผสมบี 100 ในนํ้ามันดีเซลในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันผสมที่ 7% เป็น 10% เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมให้นํ้ามันแก๊สโซฮอล์ อี 20 เป็นนํ้ามันกลุ่มเบนซินพื้นฐาน
ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานนํ้าตาลทราย หรือ TSMC ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลผลักดันให้แก๊สโซฮอล์ อี 20 เป็นเชื้อเพลิงหลักของประเทศได้ จะส่งผลให้มีความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยลดการนำเข้านํ้ามันดิบได้เพิ่มขึ้น 2.9 ล้านลิตรต่อวัน หรือ เกือบ 1,058 ล้านลิตรต่อปี
รวมถึงการบริหารความยืดหยุ่นของสัญญาซื้อขายก๊าซ (Swing Gas) จากแหล่งในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) และเมียนมาใช้อย่างเต็มขีดความสามารถ ในการเพิ่มปริมาณก๊าซฯ ให้กับประเทศ
ขณะเดียวกันต้องเร่งจัดหาแหล่งพลังงานภายในประเทศไทย โดยการเร่งรัดการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างจริงจัง เนื่องจากข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่าปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์แล้ว (1P) ของไทยเหลือใช้ได้ไม่ถึง 10 ปี ถือเป็นระดับที่เสี่ยงต่อความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะการเร่งพิจารณาผู้ที่ได้รับคัดเลือกขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ที่ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
รวมถึงการเร่งเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม เพื่อเสนอต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.ชุดใหม่) ต่อไป
นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ประมาณ 8-9 ปี แต่หากสามารถผลักดันให้เกิดการสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ ทั้งรอบที่ 25 และ 26 เกิดขึ้นได้ตามแผนมั่นใจว่าจะช่วยยืดอายุสำรองปิโตรเลียมออกไปได้กว่า 10 ปี
นอกจากนี้ อีกความหวังหนึ่งที่จะมาช่วยสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศได้ในระยะยาว คือการเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา หรือ OCA ให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้เร็วที่สุด เพราะการนำทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ ไม่ใช่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องแข่งกับเวลา ภายใต้ความไม่แน่นอนการจัดหาด้านพลังงานของโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง