thansettakij
thansettakij
จับตา 100 วันแรก 'รัฐบาลใหม่' วางระบบเกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม

จับตา 100 วันแรก 'รัฐบาลใหม่' วางระบบเกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม

25 มี.ค. 69 | 02:22 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 02:33 น.

100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ถูกจับตาในฐานะ “จุดตั้งต้น” การยกเครื่องภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม เวทีวิชาการชี้ชัดต้องเร่งวางระบบแบบบูรณาการ ใช้ข้อมูลขับเคลื่อน และปรับบทบาทรัฐสู่การบริหารความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ "วางระบบ" บูรณาการนโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมให้เป็นองค์รวม แทนการแก้ปัญหาทั้งหมด
  • ข้อเสนอหลักคือการจัดตั้ง "ระบบอาหารแห่งชาติ" และ "ศูนย์บัญชาการ" (War Room) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและการตัดสินใจของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางจากการดำเนินนโยบายแบบแยกส่วนและการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงโดยใช้ข้อมูล (Big Data) ขับเคลื่อนทั้งระบบ

วันที่ 25 มีนาคม 2569 การขับเคลื่อนนโยบายภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ โดยเวทีเสวนาทางวิชาการในการประชุมวิชาการครั้งที่ 64 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะท้อนข้อเสนอสำคัญว่า “100 วันแรก” ไม่ใช่ช่วงเวลาของการแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ “วางระบบ” การทำงานของรัฐใหม่ให้เชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่

จับตา 100 วันแรก 'รัฐบาลใหม่' วางระบบเกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม

เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Roadmap 100 วันแรก นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เริ่มได้ทันทีหลังตั้งรัฐบาล” รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ซึ่งมีข้อสรุปร่วมกันว่า การบริหารภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของไทยยังขาดการบูรณาการเชิงระบบ และจำเป็นต้องปรับวิธีคิดจากการดำเนินนโยบายแยกส่วน ไปสู่การจัดการแบบองค์รวม

แรงกดดันเชิงโครงสร้าง–ความเสี่ยงรอบด้าน

ข้อมูลจากเวทีสะท้อนว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย ผลิตภาพต่ำ รายได้ไม่มั่นคง หนี้ครัวเรือนสูง ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยผันผวน รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าโลก และมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อเสนอหลักของเวทีมุ่งไปที่การยกระดับ “เกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม” ให้เป็นระบบเดียวกัน เนื่องจากความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขัน สุขภาพผู้บริโภค และการจัดการทรัพยากร มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดตลอดห่วงโซ่

ข้อเสนอ “ตั้งระบบ” จากนโยบายสู่พื้นที่

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การใช้กรอบ “ระบบอาหารแห่งชาติ” เป็นแกนกลางในการกำหนดนโยบาย โดยให้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และประสานงาน พร้อมขยายกลไกไปสู่ระดับจังหวัด ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนที่มีฐานข้อมูลครบถ้วนทั้งด้านการผลิต ต้นทุน ราคา ตลาด และทรัพยากร

ในเชิงปฏิบัติ มีข้อเสนอเร่งด่วน 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการบริหารจัดการ

เร่งปรับตัวภาคเกษตร–ลดต้นทุน–รับมือโลกใหม่

ข้อเสนอจากภาคธุรกิจเน้นให้เร่งพัฒนาระบบเตือนภัยเกษตรแบบบูรณาการ รวมข้อมูลน้ำ อากาศ โรคพืช และศัตรูพืช เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง ขณะเดียวกันต้องลดต้นทุนการผลิตผ่านปุ๋ยชีวภาพ เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปรับภาคเกษตรสู่ระบบที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีและตลาด

ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนทั้งระบบ ตั้งแต่สินเชื่อถึงตลาด

อีกหนึ่งข้อเสนอ คือ การนำ Big Data มาใช้ปฏิรูปสินเชื่อเกษตร (Smart Credit) และพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลอุปสงค์-อุปทานแบบเรียลไทม์ รวมถึงการใช้โมเดล Pre-Order เพื่อให้ตลาดนำการผลิต

ในส่วนของต้นทุนและโลจิสติกส์ เสนอให้สนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตร ระบบขนส่งอัจฉริยะ และการบริหารจัดการปุ๋ย รวมถึงการกระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

ขณะที่ภาคการส่งออกอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าสีเขียว ผ่านการใช้บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และกลไกคาร์บอน

จับตา 100 วันแรก 'รัฐบาลใหม่' วางระบบเกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม

“วอร์รูมอาหารไทย” จุดเปลี่ยนวิธีทำงานรัฐ

ภาควิชาการเสนอให้รัฐบาลตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหารไทย” ในลักษณะ war room เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างหน่วยงาน พร้อมเริ่มพัฒนา National Agrifood Data Platform ในสินค้าและพื้นที่นำร่อง

อีกด้านหนึ่งคือการปรับรูปแบบการช่วยเหลือจากการให้เปล่า ไปสู่การสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข เช่น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดการเผา และการยกระดับมาตรฐาน GAP รวมถึงการพัฒนาระบบ e-Traceability ระดับชาติ

จับตา 100 วันแรก 'รัฐบาลใหม่' วางระบบเกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม

โจทย์ใหญ่ ข้อมูลมี แต่ยังไม่ถูกใช้

เวทีเสวนาชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่เป็นการขาดการบูรณาการ วิเคราะห์ และนำไปใช้ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่สู่ส่วนกลาง พร้อมกำหนดตัวชี้วัดและแผนปฏิบัติที่ชัดเจน

พร้อมกันนี้ เสนอให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทำหน้าที่เป็น Policy Lab ในพื้นที่นำร่อง เพื่อช่วยแปลงข้อมูลสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ใช้ได้จริง

จาก “แจกเงิน” สู่ “บริหารความเสี่ยง”

ข้อเสนอเชิงนโยบายยังเน้นให้รัฐปรับบทบาทจากการเน้นมาตรการเยียวยา ไปสู่การบริหารความเสี่ยงในอนาคต โดยใช้ตัวชี้วัดใหม่ เช่น รายได้สุทธิของเกษตรกร ความสามารถในการลดต้นทุน และความพร้อมต่อมาตรฐานใหม่

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เร่งส่งเสริมสินค้า GI การพัฒนาคาร์บอนเครดิต และการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ

จับตา 100 วันแรก 'รัฐบาลใหม่' วางระบบเกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม

จุดเริ่มต้นของ “ระบบใหม่”

ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ ควรถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นของการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” สำหรับภาคเกษตรและอาหารไทย โดยเน้นการใช้ข้อมูล การบูรณาการ และการลงทุนเพื่อการปรับตัว

หากสามารถเริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้น จะช่วยให้การแก้ปัญหาระยะสั้นเชื่อมโยงกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และเพิ่มความมั่นคง ยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของไทยในระยะยาว