

KEY
POINTS
วันที่ 25 มีนาคม 2569 การขับเคลื่อนนโยบายภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ โดยเวทีเสวนาทางวิชาการในการประชุมวิชาการครั้งที่ 64 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะท้อนข้อเสนอสำคัญว่า “100 วันแรก” ไม่ใช่ช่วงเวลาของการแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ “วางระบบ” การทำงานของรัฐใหม่ให้เชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่
เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Roadmap 100 วันแรก นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เริ่มได้ทันทีหลังตั้งรัฐบาล” รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ซึ่งมีข้อสรุปร่วมกันว่า การบริหารภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของไทยยังขาดการบูรณาการเชิงระบบ และจำเป็นต้องปรับวิธีคิดจากการดำเนินนโยบายแยกส่วน ไปสู่การจัดการแบบองค์รวม
ข้อมูลจากเวทีสะท้อนว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย ผลิตภาพต่ำ รายได้ไม่มั่นคง หนี้ครัวเรือนสูง ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยผันผวน รวมถึงความไม่แน่นอนของการค้าโลก และมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อเสนอหลักของเวทีมุ่งไปที่การยกระดับ “เกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม” ให้เป็นระบบเดียวกัน เนื่องจากความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขัน สุขภาพผู้บริโภค และการจัดการทรัพยากร มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดตลอดห่วงโซ่
ข้อเสนอ “ตั้งระบบ” จากนโยบายสู่พื้นที่
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การใช้กรอบ “ระบบอาหารแห่งชาติ” เป็นแกนกลางในการกำหนดนโยบาย โดยให้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และประสานงาน พร้อมขยายกลไกไปสู่ระดับจังหวัด ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนที่มีฐานข้อมูลครบถ้วนทั้งด้านการผลิต ต้นทุน ราคา ตลาด และทรัพยากร
ในเชิงปฏิบัติ มีข้อเสนอเร่งด่วน 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการบริหารจัดการ
ข้อเสนอจากภาคธุรกิจเน้นให้เร่งพัฒนาระบบเตือนภัยเกษตรแบบบูรณาการ รวมข้อมูลน้ำ อากาศ โรคพืช และศัตรูพืช เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง ขณะเดียวกันต้องลดต้นทุนการผลิตผ่านปุ๋ยชีวภาพ เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปรับภาคเกษตรสู่ระบบที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีและตลาด
ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนทั้งระบบ ตั้งแต่สินเชื่อถึงตลาด
อีกหนึ่งข้อเสนอ คือ การนำ Big Data มาใช้ปฏิรูปสินเชื่อเกษตร (Smart Credit) และพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลอุปสงค์-อุปทานแบบเรียลไทม์ รวมถึงการใช้โมเดล Pre-Order เพื่อให้ตลาดนำการผลิต
ในส่วนของต้นทุนและโลจิสติกส์ เสนอให้สนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตร ระบบขนส่งอัจฉริยะ และการบริหารจัดการปุ๋ย รวมถึงการกระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
ขณะที่ภาคการส่งออกอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าสีเขียว ผ่านการใช้บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และกลไกคาร์บอน
“วอร์รูมอาหารไทย” จุดเปลี่ยนวิธีทำงานรัฐ
ภาควิชาการเสนอให้รัฐบาลตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหารไทย” ในลักษณะ war room เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างหน่วยงาน พร้อมเริ่มพัฒนา National Agrifood Data Platform ในสินค้าและพื้นที่นำร่อง
อีกด้านหนึ่งคือการปรับรูปแบบการช่วยเหลือจากการให้เปล่า ไปสู่การสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข เช่น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดการเผา และการยกระดับมาตรฐาน GAP รวมถึงการพัฒนาระบบ e-Traceability ระดับชาติ
โจทย์ใหญ่ ข้อมูลมี แต่ยังไม่ถูกใช้
เวทีเสวนาชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่เป็นการขาดการบูรณาการ วิเคราะห์ และนำไปใช้ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่สู่ส่วนกลาง พร้อมกำหนดตัวชี้วัดและแผนปฏิบัติที่ชัดเจน
พร้อมกันนี้ เสนอให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทำหน้าที่เป็น Policy Lab ในพื้นที่นำร่อง เพื่อช่วยแปลงข้อมูลสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ใช้ได้จริง
จาก “แจกเงิน” สู่ “บริหารความเสี่ยง”
ข้อเสนอเชิงนโยบายยังเน้นให้รัฐปรับบทบาทจากการเน้นมาตรการเยียวยา ไปสู่การบริหารความเสี่ยงในอนาคต โดยใช้ตัวชี้วัดใหม่ เช่น รายได้สุทธิของเกษตรกร ความสามารถในการลดต้นทุน และความพร้อมต่อมาตรฐานใหม่
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เร่งส่งเสริมสินค้า GI การพัฒนาคาร์บอนเครดิต และการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ
จุดเริ่มต้นของ “ระบบใหม่”
ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ ควรถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นของการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” สำหรับภาคเกษตรและอาหารไทย โดยเน้นการใช้ข้อมูล การบูรณาการ และการลงทุนเพื่อการปรับตัว
หากสามารถเริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้น จะช่วยให้การแก้ปัญหาระยะสั้นเชื่อมโยงกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และเพิ่มความมั่นคง ยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง