thansettakij
thansettakij
สงครามอิหร่านเขย่าปุ๋ยโลก ดัน 'ไบโอชาร์' รับบททางออกใหม่

สงครามอิหร่านเขย่าปุ๋ยโลก ดัน 'ไบโอชาร์' รับบททางออกใหม่

26 พ.ค. 69 | 00:30 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 01:19 น.

วิกฤตราคาปุ๋ยจากสงครามอิหร่านบีบให้หลายประเทศลดพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจน “ไบโอชาร์” จึงถูกจับตาในฐานะเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนเกษตร เพิ่มความยืดหยุ่นระบบอาหาร ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม

KEY

POINTS

  • สงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยโลก ทำให้ราคาปุ๋ยไนโตรเจนพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
  • ไบโอชาร์ ซึ่งผลิตจากเศษวัสดุการเกษตร ถูกนำเสนอเป็นทางออกใหม่เพื่อช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยสังเคราะห์
  • คุณสมบัติของไบโอชาร์ช่วยให้ดินกักเก็บธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้พืชใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพและลดปริมาณการใช้ลงได้
  • ไบโอชาร์สามารถผลิตได้ในระดับท้องถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นและไม่เปราะบางต่อวิกฤตห่วงโซ่อุปทานโลกเหมือนปุ๋ยเคมี

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เมื่อสงครามในอิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ความสนใจของโลกส่วนใหญ่มุ่งไปที่ราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่สำคัญไม่แพ้กันคือ วิกฤตดังกล่าวได้สั่นสะเทือนตลาดปุ๋ยโลก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าอาหาร การตัดสินใจเพาะปลูก และปัญหาความหิวโหยไปตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และหลังจากนั้น

ประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตอาหารทั่วโลกต้องพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่พืชต้องการในทุกฤดูกาลเพาะปลูก ห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยชนิดนี้เริ่มต้นจากก๊าซธรรมชาติ โดยกระบวนการ Haber-Bosch จะสกัดไฮโดรเจนจากมีเทน แล้วนำมารวมกับไนโตรเจนจากอากาศเพื่อผลิตแอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของยูเรียและปุ๋ยไนโตรเจนส่วนใหญ่

หนึ่งในสามของการค้าแอมโมเนียโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกตัดขาดในชั่วข้ามคืนเมื่อเส้นทางดังกล่าวปิดตัวลง ส่งผลให้ราคายูเรียพุ่งจากราว 490 ดอลลาร์ต่อตัน เป็นมากกว่า 700 ดอลลาร์ต่อตัน

ผู้ส่งออกรายใหญ่ รวมถึงจีนและรัสเซีย ต่างจำกัดการส่งออกเพื่อปกป้องอุปทานภายในประเทศ ยิ่งทำให้ตลาดตึงตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงงานผลิตปุ๋ยทั่วเอเชียใต้ซึ่งพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวอาหรับที่นำเข้าเป็นวัตถุดิบ ก็เริ่มทยอยปิดดำเนินการ

ช่วงเวลานี้ถือว่าเลวร้ายที่สุด เพราะตรงกับฤดูเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เรียกสถานการณ์นี้ว่า “แรงกระแทกเชิงระบบที่ส่งผลต่อระบบอาหารทั่วโลก” ขณะที่โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) ประเมินว่า หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้มีประชากรเพิ่มอีก 45 ล้านคนเข้าสู่ภาวะอดอยากเฉียบพลัน

มุ่งแก้ “ความต้องการปุ๋ย” ไม่ใช่แค่อุปทาน

ผู้คนมักมุ่งไปที่การฟื้นฟูอุปทาน เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การหาเส้นทางขนส่งทางเลือก หรือการขยายกำลังการผลิตปุ๋ยภายในประเทศ แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ โลกได้สร้างระบบเกษตรกรรมที่ทำให้ “ทุกวิกฤตพลังงาน” กลายเป็น “วิกฤตอาหาร” โดยอัตโนมัติ

เกษตรกรในรัฐไอโอวาต้องจ่ายค่าปุ๋ยแพงขึ้น ส่วนเกษตรกรในรัฐมหาราษฏระของอินเดีย และนครเซาเปาโลของบราซิล ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าจากอ่าวอาหรับมากกว่า อาจไม่สามารถหาปุ๋ยมาใช้ได้เลย

การวิเคราะห์ล่าสุดของสถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) ยืนยันว่า กำลังการผลิตใหม่จะยังคงกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคที่มีก๊าซธรรมชาติราคาถูก ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มอุปทานไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งผลิต โลกจำเป็นต้องลดปริมาณปุ๋ยสังเคราะห์ที่ต้องใช้ลงตั้งแต่ต้นทาง

“กรีนแอมโมเนีย” ซึ่งใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสกัดไฮโดรเจนจากน้ำแทนก๊าซธรรมชาติ มักถูกมองว่าเป็นทางออกระยะยาว แนวทางนี้สมควรได้รับการลงทุน แต่สำนักงานพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ประเมินว่า ปัจจุบันต้นทุนยังสูงกว่าแอมโมเนียแบบดั้งเดิมถึง 6 เท่า และจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตอิเล็กโทรไลเซอร์ทั่วโลกอีก 20 เท่า จึงจะขยายสู่ระดับที่มีนัยสำคัญได้

สิ่งที่โลกสามารถลงมือทำได้ทันที คือ “การลดอุปสงค์”

ไบโอชาร์ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยได้อย่างไร

ไบโอชาร์ ซึ่งเป็นวัสดุอุดมคาร์บอนที่ผลิตจากการให้ความร้อนเศษวัสดุการเกษตรในสภาวะไร้ออกซิเจน ทำหน้าที่แก้ปัญหาปุ๋ยในอีกด้านหนึ่ง เมื่อเติมลงในดิน มันจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บธาตุอาหาร ทำให้ไนโตรเจนสูญเสียจากการชะล้างน้อยลง และพืชสามารถนำไปใช้ได้มากขึ้น

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า ไบโอชาร์ช่วยลดความต้องการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ในการปลูกข้าวสาลีได้ราว 20-40% ขณะที่งานวิจัยในวารสาร PNAS พบว่า ประโยชน์ดังกล่าวยังคงอยู่และเพิ่มขึ้นได้อีก เมื่อมีการใช้อย่างต่อเนื่องทุกปีในช่วงเวลา 4-12 ปี

การศึกษาภาคสนามระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Frontiers in Sustainable Food Systems เมื่อต้นปีนี้ แสดงให้เห็นว่า การใส่ไบโอชาร์เพียงครั้งเดียว สามารถช่วยปรับปรุงคาร์บอนในดินและลดความเป็นกรดในระบบปลูกข้าวสาลีเขตแห้งแล้งได้อย่างต่อเนื่อง

ที่บริษัท Supercritical ซึ่งเป็นบริษัทด้านการกำจัดคาร์บอน เราทำการประเมินโครงการไบโอชาร์จากศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน โดยปกติแล้ว เรามองประโยชน์ด้านดิน รวมถึงการลดการใช้ปุ๋ย เป็นเพียงผลเชิงบวกรองจากประเด็นคาร์บอน

แต่วิกฤตครั้งนี้ได้พลิกมุมมองดังกล่าว หากไบโอชาร์สามารถลดการพึ่งพาปุ๋ยได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นย่อมกลายเป็นประเด็น “ความมั่นคงทางอาหาร” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ และยิ่งเพิ่มเหตุผลในการลงทุนขยายการใช้งานไบโอชาร์ในวงกว้าง

ไบโอชาร์ทำงานอย่างไร

ไบโอชาร์มีข้อได้เปรียบด้าน “ความยืดหยุ่น” ที่ทางเลือกอื่นไม่มี เพราะสามารถผลิตได้ในท้องถิ่นจากเศษวัสดุทางการเกษตรที่เดิมอาจถูกเผาทิ้งหรือกำจัดทิ้ง เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นวัสดุปรับปรุงดินที่มีมูลค่า

เทคโนโลยีที่ใช้คือระบบไพโรไลซิสที่มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมาใหม่ หรือพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ความเป็นระบบหมุนเวียนดังกล่าว ทำให้ไบโอชาร์มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากห่วงโซ่อุปทานโลกน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ไบโอชาร์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่สามารถใช้ทดแทนได้โดยตรง งานทบทวนในวารสาร Agronomy ระบุว่า ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมากตามชนิดพืช ประเภทดิน และภูมิภาค อีกทั้งปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่า พื้นที่ใดที่ไบโอชาร์ให้ประโยชน์ได้อย่างสม่ำเสมอที่สุด

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลงทุนด้านวิจัยยังมีจำกัด โลกจำเป็นต้องมีการทดลองภาคสนามเพิ่มเติมในพืชและภูมิศาสตร์ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่าไบโอชาร์สามารถช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ใดและด้วยวิธีใด

ไบโอชาร์ยังไม่ใช่เครื่องมือฝั่งอุปสงค์เพียงอย่างเดียว “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) สามารถช่วยลดการใช้ปุ๋ยเกินจำเป็น โดยปรับอัตราการใช้ให้เหมาะกับความต้องการจริงของพืชและดิน ขณะที่ปุ๋ยจุลินทรีย์ก็มีศักยภาพ แม้ปัจจุบันต้นทุนและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานในวงกว้าง

แนวทางเกษตรฟื้นฟูสามารถช่วยฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว แม้เกษตรกรที่เผชิญกับกำไรต่ำอยู่แล้วอาจลังเลต่อการเปลี่ยนแปลง แต่การพึ่งพาระบบเดิมต่อไปกำลังพิสูจน์ว่าเป็นความเสี่ยงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

เกษตรกรจำเป็นต้องมีทางออก

ปัจจุบัน FAO แนะนำให้ลงทุนในระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมองระบบอาหารเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์” ด้าน IFPRI ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยปลดปล่อยช้า และทางเลือกจากจุลินทรีย์ คือแนวทางฝั่งอุปสงค์ที่ควรได้รับความสนใจเร่งด่วน

องค์กร Union of Concerned Scientists ชี้ว่า เกษตรกรจำเป็นต้องมีทางออกที่ใช้งานได้จริงจากการพึ่งพาปุ๋ย ไม่มีใครเสนอให้โลกเลิกใช้ไนโตรเจนสังเคราะห์ในชั่วข้ามคืน แต่เราไม่สามารถตั้งสมมติฐานได้อีกต่อไปว่า ปุ๋ยไนโตรเจนราคาถูกจะมีใช้อย่างเพียงพอเสมอ การลงทุนภาครัฐเพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่การขยายการผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งถึงเวลาที่สมดุลดังกล่าวต้องเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบัน ตลาดกำจัดคาร์บอนกำลังอัดฉีดเงินทุนเอกชนจำนวนมากเข้าสู่การผลิตไบโอชาร์ ผ่านบริษัทต่าง ๆ เช่น Microsoft, Google และ JPMorgan Chase เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานและฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ภาคเกษตรจะต้องใช้ในอนาคต ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่สามารถต่อยอดได้

อ้างอิง

world economic forum