thansettakij
thansettakij
เจาะกลยุทธ์พลังงานหมุนเวียน จีนยืนเหนือในวิกฤตราคาน้ำมัน

เจาะกลยุทธ์พลังงานหมุนเวียน จีนยืนเหนือในวิกฤตราคาน้ำมัน

10 มี.ค. 2569 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 10:34 น.

จีนรับมือราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ได้ดีกว่าประเทศอื่นด้วยการสะสมคลังสำรองน้ำมันควบคู่ไปกับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า

KEY

POINTS

  • จีนใช้กลยุทธ์สองชั้นในการรับมือวิกฤตราคาน้ำมัน คือการมีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็น "การป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง"
  • การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า (NEV) อย่างรวดเร็วจนมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของรถยนต์ใหม่ ช่วยลดการพึ่งพาและการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • จีนปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าโดยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่น้อยมาก และหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนตอบสนองความต้องการไฟฟ้าใหม่ถึง 80% ทำให้มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกลดลง

ในเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลายประเทศทั่วโลกอาจกำลังเผชิญกับภาวะช็อก แต่สำหรับ "จีน" ยักษ์ใหญ่ผู้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก กลับแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าจับตา

คำถามคือ จีนทำได้อย่างไร คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องของการ "กักตุน" แต่คือการ "เปลี่ยนผ่านโครงสร้าง" ที่มุ่งหน้าสู่พลังงานสีเขียวอย่างจริงจัง

เกราะป้องกันสองชั้น คลังสำรอง และ ‘พลังงานหมุนเวียน’

แม้โลกจะมองว่าจีนเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 31% ของโลก แต่จากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ OCBC และข้อมูลยุทธศาสตร์จีน จีนไม่ได้มีเพียง "คลังสำรองน้ำมันดิบ" บนบกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกราว 1.2 พันล้านบาร์เรล (ครอบคลุมการใช้งาน 3-4 เดือน) เท่านั้นที่เป็นเครื่องมือต้านทานวิกฤต

แต่สิ่งที่กลายเป็น "กลไกป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง" (Structural Hedging) อย่างแท้จริง คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว

ยานยนต์ไฟฟ้าคืออาวุธลดการพึ่งพาน้ำมัน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การผลักดันพลังงานสะอาดของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ"

เปลี่ยนถนนให้เป็นไฟฟ้า ปัจจุบัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใหม่ที่จำหน่ายในจีนมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็น "รถพลังงานใหม่" (NEV) ซึ่งใช้แบตเตอรี่แทนน้ำมันเบนซิน

ขณะที่การผลักดันนี้ได้ลดความต้องการใช้น้ำมันโดยนัยลงแล้วมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 600,000 บาร์เรลต่อวันภายใน 12 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ ยิ่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขยายตัว ความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันก็ยิ่งลดลงแบบรายปี

ปรับโครงสร้างไฟฟ้าต่ำกว่ามาตรฐานเอเชียแต่สูงด้วยประสิทธิภาพ

จีนไม่ได้พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเหมือนประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย โดยน้ำมันและก๊าซมีสัดส่วนเพียง 4% ในโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของจีน (เทียบกับ 40%–50% ในหลายประเทศแถบเอเชีย)

และแม้อดีตจีนจะเติบโตด้วยถ่านหิน แต่ปัจจุบันสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป โดยพลังงานหมุนเวียน ในปี 2024 พลังงานหมุนเวียนตอบสนองความต้องการไฟฟ้าใหม่ของจีนได้ถึง 80%

ขณะเดียวกันเป้าหมาย 2030 จีนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลให้ถึง 25% ของโครงสร้างพลังงานรวม (จาก 21.7% ในปี 2025)

ด้านพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมนิวเคลียร์และพลังน้ำ) เพิ่มสัดส่วนเป็น 1.2% ของการใช้พลังงานรวมในปี 2023 เพิ่มขึ้นจาก 0.2% เมื่อ 20 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะยังต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางและรัสเซีย (โดยมีอิหร่านคิดเป็น 20% ของการนำเข้า) แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในปัจจุบันไม่ได้ทำให้จีนเปลี่ยนทิศทาง แต่กลับยิ่ง "ตอกย้ำ" ยุทธศาสตร์เดิมให้ชัดเจนขึ้น

ดังที่ มู่อี้ หยาง นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสของ Ember กล่าวว่า สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมากเกินไป และนั่นคือเหตุผลที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างพลังงานลมและแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดคาร์บอนในระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ