

KEY
POINTS
กฟผ. เดินหน้ายุทธศาสตร์พลังงานสะอาด ทุ่มงบ 960 ล้านบาท พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน 4 แห่ง กำลังผลิตรวม 6.75 เมกะวัตต์ มุ่งเป้าบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 20,166 ตัน ขับเคลื่อน Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้ร่วมกับกรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าท้ายเขื่อนชลประทาน ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถใช้ทรัพยากรนํ้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าอย่างเป็นระบบ โดยการนำนํ้าที่ต้องระบายตามแผนการจัดการนํ้าของกรมชลประทานมาผ่านเครื่องกังหันนํ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าก่อนจะส่งต่อไปยังพื้นที่เกษตรกรรม
แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ แต่ยังส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนตํ่า สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนเพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศไทย
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าท้ายเขื่อนชลประทานทั้ง 4 แห่งนี้ ประกอบด้วย เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำปาว เขื่อนกระเสียว และเขื่อนห้วยแม่ท้อ ซึ่งได้รับอนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ให้ กฟผ. ดำเนินการร่วมกับกรมชลประทาน
โดยโครงการทั้งหมดมีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 6.75 เมกะวัตต์ ภายใต้วงเงินลงทุนรวม 959.76 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินตราต่างประเทศ 243.83 ล้านบาท สำหรับจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยี และเงินบาทจำนวน 715.93 ล้านบาท สำหรับงานก่อสร้างและอุปกรณ์ในประเทศ
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 หรือแผน PDP2018 Rev.1 และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ
สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าของแต่ละโครงการ จะพบว่ามีการวางแผนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามสภาพทางกายภาพของแต่ละเขื่อน โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีกำลังผลิตติดตั้งที่ 2.50 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 405.64 ล้านบาท จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 14.37 ล้านหน่วย คาดจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ได้ภายในปี 2569
โครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าเขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี ขนาด 1.50 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 177.14 ล้านบาท จะผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 7.95 ล้านหน่วยต่อปี คาดว่าจะ COD ได้ในปี 2572
โครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าเขื่อนห้วยแม่ท้อ จังหวัดตาก ขนาดกำลังผลิต 1.25 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 161.18 ล้านบาท คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 6.41 ล้านหน่วยต่อปี COD ได้ในปี 2572 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา มีกำลังผลิต 1.50 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 215.80 ล้านบาท คาดว่าจะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยถึง 10.48 ล้านหน่วยต่อปี COD ได้ในปี 2572
เมื่อรวมทั้ง 4 โครงการจะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดป้อนเข้าสู่ระบบได้รวม 39.21 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 20,166 ตันต่อปี หรือคิดเป็นตัวเลขสะสมตลอดอายุโครงการ 30 ปี มากถึง 604,971 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนเดิม 16 แห่งที่ กฟผ. ดำเนินการอยู่แล้ว จะทำให้มียอดการผลิตไฟฟ้าจากพลังนํ้าท้ายเขื่อนรวมกว่า 660 ล้านหน่วยต่อปี ช่วยลดคาร์บอนในภาพรวมของประเทศได้ถึง 360,000 ตันต่อปี
อีกทั้ง การพัฒนาโครงการ 4 แห่ง ยังสามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติได้เฉลี่ยปีละ 254,630 ล้านบีทียู คิดเป็นมูลค่าประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 62.13 ล้านบาทต่อปี หรือรวมกว่า 425 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ รวมถึงกฟผ. ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificate (REC) ซึ่งเป็นกลไกสากลที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถอ้างสิทธิ์การใช้พลังงานสะอาดได้ โดยคาดว่าจะมีรายได้จากการขาย REC นี้เฉลี่ยปีละ 1.93 ล้านบาท
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการดังกล่าว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยระหว่างการก่อสร้าง กฟผ. จะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามสัดส่วนกำลังผลิตเมกะวัตต์ละ 50,000 บาท ส่งผลให้เขื่อนลำตะคองจะมียอดเงินนำส่งในช่วงก่อสร้างประมาณ 75,000 บาท เขื่อนลำปาว 125,000 บาท เขื่อนห้วยแม่ท้อ 62,000 บาท และเขื่อนกระเสียวอีก 75,000 บาท
เมื่อโรงไฟฟ้าเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์(COD) ชุมชนจะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนอย่างต่อเนื่องในอัตรา 0.02 บาทต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ ซึ่งเมื่อคำนวณตามปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปีแล้ว เขื่อนลำตะคองจะนำส่งเงินเข้ากองทุนปีละประมาณ 209,600 บาท เขื่อนลำปาวปีละ 287,400 บาท เขื่อนห้วยแม่ท้อปีละ 128,200 บาท และเขื่อนกระเสียวปีละ 159,000 บาท
อีกทั้ง กฟผ. ยังมีการจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ที่ดินให้กับกรมธนารักษ์ และค่าตอบแทนการใช้นํ้าให้กับกรมชลประทาน รวมถึงการสนับสนุนพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจกรรมของกรมชลประทานในพื้นที่อีกแห่งละ 0.25 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง