

In Brief
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลก พลังงานชีวมวลถือเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เนื่องจากเป็นพลังงานที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง (Base load) ช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ลดความจำเป็นในการสำรองไฟฟ้า และสนับสนุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
ทั้งนี้ พบว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากชีวมวลนั้นมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยเพียง 0.0635 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ( kgCO2/kWh) หรือคิดเป็นเพียง 13% ของค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยของสายส่ง (Grid Emission) เท่านั้น อีกทั้งยังช่วยการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ปัจจุบันมีสาเหตุหลักมาจากการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งในที่โล่งแจ้งหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว
ข้อมูลระบุว่าการเผาในที่โล่งมีส่วนทำให้เกิดฝุ่นละอองถึง 35% การเปลี่ยนการเผาไหม้ในที่โล่งมาเป็นการใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีเทคโนโลยีดักจับฝุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ระบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) หรือถุงกรอง (Baghouse filter) จะสามารถดักจับฝุ่นได้สูงถึง 98.81 % ช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM 2.5 จากการเผาในที่โล่งให้เหลือตํ่ากว่า 2% เป็นระดับที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปล่อยทิ้งไว้ ซึ่งการส่งเสริมพลังงานชีวมวลจึงเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายวรรณฑิต อัมพุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงไฟฟ้าภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ จำกัด ผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล เปิดเผยว่า ศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในประเทศไทย ยังมีอยู่ในปริมาณมาก หากนำมาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่รวมกว่า 87.4 ล้านไร่ จะมีวัสดุชีวมวลคงเหลือทิ้งในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะใน 3 พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ใบอ้อยหลังจากการเก็บเกี่ยวอ้อยในพื้นที่ 9.2 ล้านไร่ จะมีปริมาณใบอ้อยเกิดขึ้น 15 ล้านตัน โดยประเมินว่ามีศักยภาพในการเก็บรวบรวมเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้จริง 9 ล้านตัน ซึ่งหากนำมาผลิตไฟฟ้าจะสามารถสร้างกำลังผลิตได้ถึง 800 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้า 6,700 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) และสร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการรับซื้อในราคา 800 บาทต่อตัน รวมเป็นมูลค่า 7,200 ล้านบาท
ขณะที่ฟางและตอซังข้าว จากพื้นที่ปลูกข้าว 72 ล้านไร่ มีฟางและตอซังข้าวรวม 47 ล้านตัน โดยมีศักยภาพในการเก็บรวบรวมเป็นเชื้อเพลิงได้ 4.7 ล้านตัน สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 450 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้า 3,900 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) และสร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการรับซื้อในราคา 1,000 บาทต่อตัน รวมเป็นมูลค่า 4,700 ล้านบาท
รวมถึงตอซังและต้นข้าวโพด จากพื้นที่เก็บเกี่ยว 6.2 ล้านไร่ มีตอซังและต้นข้าวโพดเหลือทิ้ง 6.2 ล้านตัน มีศักยภาพรวบรวมเป็นเชื้อเพลิงได้ 1.2 ล้านตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 150 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้า 1,200 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) และสร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการรับซื้อในราคา 1,000 บาทต่อต้น รวมเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท
หากคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ สามารถผลักดันให้การผลิตไฟฟ้าจากชีมวลบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีได้ นอกจากจะช่วยบรรเทาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 จากการเผาไร่แล้ว ยังส่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและสังคม สนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงานในท้องถิ่น
นายวรรณฑิต กล่าวอีกว่า จากศักยภาพของชีวมวลที่มีอยู่ จึงได้เสนอให้มีการเร่งเปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในช่วงต้นของแผน PDP โดยมีเป้าหมายการรับซื้อช่วงปี 2569-2580 รวมปริมาณ 1,400 เมกะวัตต์ แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะอย่างเป็นระบบ
เริ่มต้นในปี 2569-2573 ด้วยเป้าหมาย 300 เมกะวัตต์ ผ่านการส่งเสริมเครื่องจักรเก็บเกี่ยวแบบเดิม จากนั้นช่วงปี 2574-2576 จะขยายปริมาณเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์ สู่รูปแบบเครื่องจักรเก็บเกี่ยวที่ทันสมัยเพื่อรวบรวมชีวมวลมาใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุดในระยะยาว และระยะที่ 3 ในระยะสุดท้ายปี 2577-2580 จะเพิ่มปริมาณรับซื้ออีก 800 เมกะวัตต์ เพื่อขยายผลนวัตกรรมเครื่องจักรเก็บเกี่ยวที่สามารถรวบรวมชีวมวลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดเต็มพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากความเหมาะสมด้าน economic of scale ที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะมีค่าก่อสร้างต่อเมกะวัตต์ ตํ่ากว่าขนาดเล็ก และมีผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า จึงควรเน้นไปที่การสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่มีกำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 8 เมกะวัตต์ เพื่อความคุ้มค่าของต้นทุนต่อหน่วย (Economy of Scale) ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ
ทั้งนี้ จากการประเมินการลงทุนหรือ CAPEX พบว่าโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตติดตั้งแตกต่างกัน โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากที่มีกำลังผลิตตํ่ากว่า 3 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนสูงประมาณ 90-110 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดกลางที่มีกำลังผลิตระหว่าง 3-9.9 เมกะวัตต์ จะมีมูลค่าเงินลงทุนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 70-90 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 10-30 เมกะวัตต์ จะมีความคุ้มค่าสูงสุดโดยมีมูลค่าเงินลงทุนตํ่ากว่า 60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการลงทุนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของเทคโนโลยีเครื่องจักรที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของกังหันผลิตไฟฟ้าทั้งแบบ Extraction Condensing หรือแบบ Fully Condensing รวมถึงระดับความดันของไอน้ำที่มีทั้งระดับความดันตํ่า ปานกลาง และสูง
ขณะที่รายจ่ายในการดำเนินงานหรือ OPEX นั้น ประเมินว่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 70 - 80 % ของรายได้ ตามความผันผวนของราคาของเชื้อเพลิงชีวมวลที่นำมาใช้ รวมถึงต้นทุนทางการเงินของแต่ละโครงการ
ดังนั้น การขับเคลื่อนแผนงานนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทยในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง