thansettakij
thansettakij
Data Center พื้นที่‘อีอีซี’ส่อสะดุด สร้างสายส่งล่าช้า ไม่ทันความต้องการ

Data Center พื้นที่‘อีอีซี’ส่อสะดุด สร้างสายส่งล่าช้า ไม่ทันความต้องการ

04 มี.ค. 2569 | 07:56 น.
อัปเดตล่าสุด :04 มี.ค. 2569 | 07:56 น.

กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และคลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) ที่ทะลักเข้าสู่ประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

KEY

POINTS

  • การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่อีอีซีเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากระบบไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายพลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการ
  • ปัญหาหลักเกิดจากความล่าช้าในการก่อสร้างและขยายโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า ทำให้ไม่สามารถลำเลียงไฟฟ้าไปยังที่ตั้งโครงการได้ทันเวลา แม้กำลังผลิตไฟฟ้าภาพรวมจะเพียงพอ
  • ความล่าช้านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และเสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียโอกาสการลงทุนด้านดิจิทัลให้กับประเทศคู่แข่ง

กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และคลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) ที่ทะลักเข้าสู่ประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ รายงานว่า ในปี 2568 มียอดคำขอรับการส่งเสริมการบลงทุนราว 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดระยอง สัดส่วน 33% ชลบุรี 32% และสมุทรปราการ 12% ขณะที่ปี 2568 มียอดที่อนุมัติการลงทุนแล้ว 21 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 345,680 ล้านบาท ส่วนต้นปี 2569 มีจำนวนโครงการที่อนุมัติใหม่ 7 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 96,000 ล้านบาท

จากที่ตั้งของโครงการ Data Center ที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา กลับพบว่า กำลังเผชิญกับภาวะ “ทางตัน” เนื่องจากระบบไฟฟ้าไม่สามารถป้อนพลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการของเหล่านักลงทุนที่พร้อมจะตอกเสาเข็มลงทุนจริงในทันที ซึ่งกำลังเป็นสัญญาณอันตรายที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเวลานี้

Data Center พื้นที่‘อีอีซี’ส่อสะดุด สร้างสายส่งล่าช้า ไม่ทันความต้องการ

เพราะหัวใจสำคัญที่สุดของการขยายฐานการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมเท่านั้น แต่คือไฟฟ้า ที่ต้องมีความเสถียร มีคุณภาพ และมีปริมาณที่เพียงพอสำหรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

ทว่าในปัจจุบัน เกิดปัญหาคอขวดในระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการก่อสร้างและขยายโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าที่เกิดความล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้ ทำให้ไม่สามารถส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังพื้นที่เป้าหมายที่เป็นคลัสเตอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ตามกำหนดเวลา แม้ว่าปริมาณการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศจะมีสำรองเพียงพอ แต่ปัญหาหลักกลับอยู่ที่การลำเลียงไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไปยังจุดใช้งานจริงในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเปรียบเสมือนมีนํ้าเต็มถัง แต่ท่อส่งนํ้ามีขนาดเล็กเกินไปและยังสร้างไม่เสร็จ ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของโครงการขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale ที่ต้องการกำลังไฟฟ้าระดับ 50-100 เมกะวัตต์ต่อหนึ่งโครงการได้

บีโอไอ ระบุว่า ความล่าช้าในการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงและระบบสายส่งในพื้นที่อีอีซี กำลังกลายเป็นอุปสรรคด้านการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการ แต่เมื่อไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานกลับได้รับคำตอบว่าไม่สามารถจัดสรรกำลังไฟฟ้าให้ได้ตามปริมาณที่ร้องขอในช่วงเวลา 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้องรอการขยายระบบสายส่งให้แล้วเสร็จเสียก่อน

ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสีเขียวของกลุ่ม Data Center ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะยังติดปัญหาอัตราค่าบริการไฟฟ้าที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ทั้ง Utility Green Tariff หรือ UGT2 และ Direct PPAปริมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเร็วมองข้ามจุดนี้ไปแล้ว เพื่อหันไปใช้ไฟฟ้าที่มาจากฟอสซิลแทน แต่ก็ต้องมาเจอปัญหาคอขวดของระบบสายส่ง ที่ไม่สามารถป้อนไฟฟ้าให้ได้

ทั้งนี้ แม้ว่าทางกระทรวงพลังงาน พยายามจะเร่งรัดการดำเนินงานขยายระบบสายส่ง ในระยะแรกรองรับความต้องการได้ราว 1,150 เมกะวัตต์ แต่การก่อสร้างก็กินระยะเวลาอีก 1 ปี กว่าจะแล้วเสร็จทั้หมด และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า อีกทั้ง ยังมีความล่าช้าในการจัดทำรายละเอียดแผนการดำเนินงานเพิ่มศักยภาพของระบบส่ง วงเงินรวมกว่า 30,500 ล้านบาท ที่จะต้องนำไปบรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ และต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เห็นชอบ

ปรากฏการณ์นี้ จึงกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนธุรกิจของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากทั้งฝั่งอเมริกา จีน และสิงคโปร์ ที่วางโรดแมปให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ต้องใช้กำลังไฟมหาศาลในการประมวลผลข้อมูล หากปัญหาคอขวดนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสทองในการชิงเค้กการลงทุนดิจิทัลให้กับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ กำลังเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เพื่อดึงดูดนักลงทุนกลุ่มนี้อย่างเข้มข้นเช่นกัน