
ซัพพลายเชน ปักฐานลงทุนไทย อานิสงส์นักลงทุนหนีเทรดวอร์
บีโอไอ เห็นสัญญาณซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน บริษัทหลายแห่งย้ายฐานลงทุนมาอาเซียน
KEY
POINTS
- บีโอไอ เห็นสัญญาณนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากจีนย้ายฐานการผลิตซัพพลายเชนมายังประเทศไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า
- เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ด้านชิ้นส่วนหุ่นยนต์ โดย 5 บริษัทจีนลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Tesla
- การลงทุนยังขยายตัวครอบคลุมซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ และการยกระดับเทคโนโลยีฮาร์ดดิสก์
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บีโอไอ เห็นสัญญาณการลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทยก่อนหน้านี้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ทั้ง Data Center AI รวมไปถึงกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมากที่กำลังเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ
สำหรับทิศทางการไหลเข้าของซัพพลายเชนใหม่ ๆ ที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย สามารถแยกเป็นกลุ่มต่างๆ เริ่มต้นจากคลัสเตอร์ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ (Robot Parts) นายนฤตม์ ยอมรับว่า นี่คือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Cluster) ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในไทยอย่างชัดเจนในปีนี้ โดยเฉพาะบริษัทจากจีนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตเพื่อป้อนตลาดอเมริกาและลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า
ทั้งนี้โครงการกลุ่มแรก คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการของบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากประเทศจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง
โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei โดยจะเป็นการผลิตนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี
“กลุ่มลูกค้าซัพพลายเชนกลุ่มนี้ผลิตเพื่อป้อนให้กับหุ่นยนต์ของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Tesla รวมถึง Samsung, Apple และ Huawei และในอนาคตยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย” นายนฤตม์ ระบุ
ส่วนอีกกลุ่มซัพพลายเชนในอุตสาหกรรม Data Center โดยที่ผ่านมาบีโอไอไม่ได้มองแค่การตั้งตัวศูนย์ข้อมูล แต่ได้กำหนดเงื่อนไขให้เกิดการพัฒนาซัพพลายเชนภายในประเทศร่วมด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่เริ่มเข้ามานั้นในปัจจุบันเริ่มเห็นซัพพลายเชนของกลุ่มระบบระบายความร้อน (Cooling System) แม้แต่ธุรกิจสนับสนุนอย่างการผลิตปลอกหุ้มสายไฟสำหรับ Data Center ก็มียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจนสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของระบบนิเวศนี้
ต่อมาคือ อุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) บีโอไอวางกลยุทธ์สร้าง “Product Champions” เพื่อดันไทยให้ขยับขึ้นไปสู่ระดับต้นนํ้า (Upstream) มากขึ้น กำหนดกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นไปที่กลุ่ม Sensors, Photonics และ Power Electronics โดยเน้นการสร้างฐานความเข้มแข็งก่อนจะขยายไปสู่ต้นนํ้าอย่างเต็มตัว
ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ การยกระดับซัพพลายเชนฮาร์ดดิสก์ (HDD) เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม แต่ปัจจุบันไทยคือผู้ผลิตหลักถึง 70-80% ของโลก ปัจจุบันมีการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ตัวอย่างบริษัทใหญ่อย่าง Western Digital กำลังเปลี่ยนไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุสูง ซึ่งมีเป้าหมาย 100 TB
“อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยมายาวนาน วันนี้ฮาร์ดดิสก์ทั่วโลก 70-80% ผลิตจากเมืองไทย ซึ่งเราเป็นผู้ผลิตระดับต้นของโลก แม้หลายคนจะคิดว่าเป็น Sunset Industry แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของ Data Center ทำให้กลับกลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างมาก เพราะอุปกรณ์เก็บข้อมูลใน Data Center กว่า 70% เป็นฮาร์ดดิสก์ทำให้บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ต้องพยายามค้นคว้าวิจัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเพิ่มปริมาณความจุได้มากขึ้นในต้นทุนที่ตํ่าลง” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ในส่วนของการผลักดันการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงในปี 2569 นี้ มั่นใจว่าการลงทุนจริงจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เป็นผลมาจากการติดตามเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ ประกอบกับการออกมาตรการ Thailand FastPass โดยรัฐบาลมอบหมายให้บีโอไอ ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลักดันการลงทุน เพื่อให้เกิดเงินลงทุนจริงเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป





