
ครม.เคาะร่วมวงพลังงานอาเซียน 2 ฉบับ พัฒนาสายส่งไฟฟ้า-ปิโตรเลียม
มติครม.ไฟเขียว 2 ร่างความร่วมมือพลังงานอาเซียน ทั้งโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน และการสร้างความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน เตรียมลงนาม กลางเดือนตุลาคม 2568 นี้
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบความร่วมมือด้านพลังงานกับอาเซียน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ
- ฉบับแรกคือบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (APG) เพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานในภูมิภาค
- ฉบับที่สองคือกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (APSA) เพื่อสร้างกลไกช่วยเหลือซึ่งกันและกันในภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติความร่วมมือทางด้านพลังงานของไทยกับอาเซียน 2 ฉบับ คือ ร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) และ ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ
สาระสำคัญเรื่องแรก คือ ร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานสำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกในการประสานความร่วมมือเพื่อวางนโยบายร่วมกันในการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าและการซื้อขายไฟฟ้า และนำไปสู่โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอาเซียนที่เป็นรูปธรรม เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไป เดิมได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ณ สิงคโปร์ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2552 - 19 มีนาคม 2567 (15 ปี)
ต่อมาครม.เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ได้เห็นชอบต่อร่างตราสารว่าด้วยการขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน โดยขยายระยะเวลาบันทึกความเข้าใจ APG ออกไปเป็นการชั่วคราวจากเดิม สิ้นสุดวันที่ 19 มีนาคม 2567 เป็น สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนกลไกการดำเนินงานของการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียนให้สามารถยกระดับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยเปิดโอกาสให้มีการแบ่งปันทรัพยากรของภูมิภาคด้วยการส่งพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันผลบังคับใช้บันทึกความเข้าใจ APG ที่ได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจ APG เพิ่มเติมเพื่อใช้แทนบันทึกความเข้าใจ APG ฉบับเดิมดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้ามพลังงาน ครั้งที่ 43 เพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าภายในภูมิภาคต่อไป
ส่วนอีกเรื่องคือ ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน โดยที่ตราสารการขยายระยะเวลาของความตกลง APSA จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการลงนามในร่างกรอบความตกลงฯ อย่างเป็นทางการ ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 43 (43rd ASEAN Ministers of Energy Meeting: AMEM) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 - 17 ตุลาคม 2568
ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางปิโตรเลียมให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคพลังงานกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยึดถือหลักการในการมีส่วนร่วมและการให้ความสมาชิกผ่านกลไกมาตรการการประสานงานเพื่อตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉินพื้นฐานความสมัครใจและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของประเทศสมาชิกอาเซียน
โดยกระทรวงพลังงาน แจ้งว่า ร่างกรอบความตกลงฯ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยจะเป็นกลไกทางเลือกในการแสวงหาความร่วมมือและการสนับสนุนในกรณีที่ประเทศไทยขาดแคลนพลังงานในช่วงภาวะวิกฤต ซึ่งประเทศไทยจะสามารถขอรับความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีศักยภาพในการแบ่งปันพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในช่วงที่เกิดสภาวะขาดแคลนได้
ทั้งนี้ หากมีการร้องขอให้ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ก็สามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามความพร้อมความสมัครใจ และความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของไทยเป็นสำคัญ






