thansettakij
thansettakij
‘ปตท.’ ลุย CCS Hub ชูโมเดลญี่ปุ่น ต้นแบบกักเก็บคาร์บอน สู่เป้า Net Zero

‘ปตท.’ ลุย CCS Hub ชูโมเดลญี่ปุ่น ต้นแบบกักเก็บคาร์บอน สู่เป้า Net Zero

27 ก.พ. 2569 | 22:15 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ประเทศญี่ปุ่น

KEY

POINTS

  • ปตท. ศึกษาโครงการ Tomakomai CCS ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นแบบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำมาปรับใช้ในไทย
  • เตรียมนำความรู้มาพัฒนาโครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์ โดย ปตท.สผ. ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571 สามารถลดคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปี
  • มีแผนต่อยอดสู่โครงการขนาดใหญ่ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่ชลบุรีและระยอง เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญระดับโลกในการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับกลยุทธ์การดำเนินงานของกลุ่มปตท.ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593

ทั้งนี้ โครงการ Tomakomai CCS Demonstration Project ที่เมืองโทมาโกไม จังหวัดฮอกไกโด ถือเป็นโครงการ CCS แบบครบวงจร (Full-chain CCS) แห่งแรกของญี่ปุ่น ที่สามารถใช้งานได้จริงในเชิงเทคนิคและมีความปลอดภัยสูง โครงการนี้ดำเนินการโดยบริษัท Japan CCS Co., Ltd. (JCCS) ที่เป็นความร่วมมือของกลุ่มผู้ถือหุ้นถึง 33 รายจากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และวิศวกรรม ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธิตระบบ CCS แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ เป็นที่ยอมรับของสังคมก่อนที่จะขยายผลไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์ โดยเริ่มกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ที่ปริมาณ 1 แสนตันต่อปี

‘ปตท.’ ลุย CCS Hub ชูโมเดลญี่ปุ่น ต้นแบบกักเก็บคาร์บอน สู่เป้า Net Zero

กระบวนการทำงานของ Tomakomai CCS เริ่มจากการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซที่เหลือ(Offgas) จากหน่วยผลิตไฮโดรเจนในโรงกลั่นนํ้ามันของบริษัท Idemitsu Kosan ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้จะผ่านเทคโนโลยีการแยกด้วยกระบวนการ Activated Amine Process ซึ่งสามารถดักจับคาร์บอนฯได้ในปริมาณสูงและมีความบริสุทธิ์เพียงพอสำหรับการกักเก็บ

จากนั้นคาร์บอนฯ จะถูกส่งผ่านระบบท่อขนส่งระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตรไปยังโรงอัดก๊าซ (Compression Facility) เพื่อเพิ่มความดันให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก่อนจะทำการฉีดกักเก็บลงสู่ชั้นหินอุ้มนํ้าเค็มนอกชายฝั่งจำนวน 2 บ่อ

ความโดดเด่นของโครงการ Tomakomai คือการเลือกพื้นที่กักเก็บที่มีคุณสมบัติทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม โดยมีการกักเก็บใน 2 ชั้นหินหลัก ได้แก่ ชั้นหิน Moebetsu Formation เป็นชั้นหินทรายที่ระดับความลึกประมาณ 1,000 ถึง 1,200 เมตรใต้พื้นทะเล และชั้นหิน Takinoue Formation ซึ่งเป็นชั้นหินภูเขาไฟที่ระดับความลึกประมาณ 2,400 ถึง 3,000 เมตรใต้พื้นทะเล ทั้งสองชั้นหินนี้มีชั้นหินปิดทับ (Cap rock) ที่มีความหนาและแข็งแรงเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้คาร์บอนฯ รั่วไหลกลับสู่ชั้นบรรยากาศหรือส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางทะเล โดยโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายการกักเก็บสะสมมากกว่า 300,000 ตัน ในปี 2562 ก่อนหยุดการฉีด ซึ่งมีต้นทุนการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ปัจจุบันโครงการนี้ได้เข้าสู่ช่วงการติดตามผลการกักเก็บในระยะยาว (Post-injection Monitoring) เพื่อยืนยันความปลอดภัยและเสถียรภาพของการกักเก็บ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจะนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์

จากประสบการณ์ของ Tomakomai CCS ไม่เพียงแต่พิสูจน์ความเป็นไปได้ทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร สนับสนุนการออกกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่เดินหน้าต่อไปได้

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี CCS นี้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ และยังมีความต้องการใช้พลังงานสูงในภาคอุตสาหกรรม การลดการปล่อยคาร์บอนฯ ของประเทศ จึงต้องอาศัย เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ไฮโดรเจน/แอมโมเนีย

ขณะที่เทคโนโลยี CCS ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการลดคาร์บอนฯในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยได้ยาก (Hard-to-abate sectors) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ และการผลิตพลังงานบางประเภท การมี CCS จึงเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความพร้อมของประเทศ และเป็นทางเลือกที่สำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อกำหนดด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ที่กำลังเข้มงวดขึ้นทั่วโลก

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ปตท. ได้วางรากฐานการพัฒนา CCS อย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มต้นที่โครงการอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องของบริษัท สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่ได้ผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ไปแล้ว เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการก่อสร้างในปี 2569 นี้ และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2571 เพื่อลดคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ ความสำเร็จจากโครงการ Tomakomai CCS จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในโครงการที่แหล่งอาทิตย์ และต่อยอดสู่โครงการ Eastern Thailand CCS Hub ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชลบุรีและระยอง ที่คาดว่าจะมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนฯได้ถึง 5-10 ล้านตันต่อปี โดยมีแผนจะตัดสินใจลงทุนในปี 2574 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2577 ซึ่งไม่เพียงให้บริการเฉพาะบริษัทภายในกลุ่ม ปตท. เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นในประเทศ รวมถึงมีศักยภาพในการรองรับคาร์บอนจากต่างประเทศที่สนใจส่งมากักเก็บในไทยอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันโครงการ CCS อยู่ระหว่างหารือกับญี่ปุ่นเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและศึกษาโมเดลธุรกิจร่วมกัน

ดังนั้น การพัฒนาโครงการ CCS จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่และรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้กับประเทศในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการใช้งาน CCS ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยเองอาจต้องขยายการใช้ CCS ไปถึงระดับ 60 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยจากความต้องการใช้ที่มากกว่า 6 เท่าจากปี 2578 และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ตามที่ตั้งเป้าหมายของประเทศที่วางไว้ได้