thansettakij
thansettakij
'CENTEL' ปั้นแบรนด์ใหม่ ร่วมทุน OR ปักหมุดโรงแรมในปั๊ม 6 ทำเลเปิดปี 2570

'CENTEL' ปั้นแบรนด์ใหม่ ร่วมทุน OR ปักหมุดโรงแรมในปั๊ม 6 ทำเลเปิดปี 2570

26 ก.พ. 2569 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2569 | 09:17 น.

'CENTEL' กางโรดแมปปี 2569 ตั้งเป้ารายได้พุ่ง 15% พร้อมผนึกกำลัง OR รุกสมรภูมิ Budget Hotel เป็นครั้งแรก ทุ่ม 700 ล้านบาทปั้นแบรนด์ใหม่ปักหมุดในปั๊มน้ำมันประเดิม 6 ทำเลศักยภาพ เดินหน้าสยายปีกเปิดโรงแรมใหม่ 5 แห่งทั้งในและต่างประเทศ

KEY

POINTS

  • เซ็นทาราร่วมทุนกับ OR เพื่อรุกตลาดโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เป็นครั้งแรก โดยจะพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์ใหม่ในสถานีบริการน้ำมันของ OR
  • เฟสแรกเตรียมเปิด 6 แห่งในทำเลสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทาง เช่น กรุงเทพฯ, ชลบุรี, อยุธยา, และหาดใหญ่
  • คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2570 โดยเจาะกลุ่มนักเดินทางที่ต้องการที่พักระหว่างทางที่สะอาด สะดวก และปลอดภัย

นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (CENTEL) เปิดเผยว่า การผนึกกำลังกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ในครั้งนี้ ถือเป็นการรุกเข้าสู่ตลาด Budget Hotel หรือโรงแรมราคาประหยัดอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่เซ็นทาราไม่เคยทำมาก่อน โดยมองว่าเป็นดีลแบบ Win-Win ที่นำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนักเดินทางทั่วประเทศ

เหตุผลสำคัญที่เลือกปักหมุดในสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากเซ็นทารามองเห็นโอกาสในตลาดที่ปัจจุบันยังมีโรงแรมระดับเชน (Chain Hotel) เข้ามาทำตลาดนี้น้อยมาก ขณะที่ระบบ Ecosystem ของ OR มีความพร้อมสูงสุด ทั้งทำเลที่ตั้ง ร้านอาหาร พื้นที่พักผ่อน และจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 

ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหลักอย่างนักท่องเที่ยวทั่วไปและกลุ่มพนักงานขาย ที่ต้องการจุด "Recharge" หรือที่พักที่ "สะอาด สะดวก และปลอดภัย" เพื่อแวะพักอาบน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทางต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับแผนการดำเนินงานในเฟสแรกจะดำเนินการภายใต้บริษัทร่วมทุนใหม่ โดยเซ็นทารารับหน้าที่บริหารจัดการแบบวันต่อวัน (Day-to-day operations) เตรียมปักหมุด 6 ทำเลศักยภาพที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ (2 แห่ง), กาญจนบุรี, อยุธยา, สุราษฎร์ธานี, ชลบุรี และหาดใหญ่ (สงขลา) ใช้งบประมาณลงทุนรวมในเฟสแรกประมาณ 700 ล้านบาท (ส่วนของเซ็นทาราลงทุน 300 - 360 ล้านบาท) คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2570-2571 โดยจะมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่แกะกล่องร่วมกับ OR ในช่วงกลางเดือนหน้า

ในส่วนของรายละเอียดห้องพัก ถูกออกแบบให้เน้นความคล่องตัวและการคืนทุนที่รวดเร็ว ซึ่งคาดว่าอาจจะคืนทุนใน 6-7 ปี  โดยมีขนาดห้องประมาณ 16 - 18 ตารางเมตร จำนวน 69 - 79 ห้องต่อแห่ง (ในกรุงเทพฯ อาจขยายได้ถึง 100 ห้อง)

นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์

โดยวางกลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงง่ายต่างจังหวัดราคา 800 - 900 บาท ขณะที่ในกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ประมาณ 1,200 - 1,300 บาท ตั้งเป้าอัตราการเข้าพักไว้ที่ 70 - 80% ซึ่งหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่กว่า 40 ล้านคน จากระบบสมาชิก Centara, The 1 (กลุ่มเซ็นทรัล) และ Blue Card (OR) เข้าด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถสะสมหรือใช้สิทธิประโยชน์ได้ครอบคลุม ซึ่งหากผลตอบแทนในเฟสแรกเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งสองพันธมิตรก็พร้อมที่จะขยายโครงการเข้าสู่เฟสที่ 2 ในทำเลอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

ด้านเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเติบโตของรายได้ 14–15% อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75–78% และราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) 4,600–4,800 บาท เพิ่มขึ้น 8–9% จากปีก่อนโดยใช้งบลงทุนราว 6,600 ล้านบาท สำหรับรีโนเวตโรงแรมเดิมและขยายธุรกิจใหม่ 5 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่

  • หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา ประเทศเนปาล
  • เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น
  • โครงการใหม่ในวังดอน ประเทศเวียดนาม เพิ่มห้องพักเกือบ 1,000 ห้อง
  • เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี ใจกลางเมือง

พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าปรับโฉมโรงแรมหลัก ได้แก่ Centara Grand Beach Resort Hua Hin และยกระดับ Centara Grand Beach Resort & Villas Krabi สู่แบรนด์หรู “เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่” คาดแล้วเสร็จปลายปีนี้ 

ด้านการตลาด เตรียมโรดโชว์ 18 ประเทศ มุ่งตลาดกำลังซื้อสูง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ควบคู่การใช้ระบบ “Centara Data Warehouse” วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำการตลาดแบบ Hyper-Personalisation พร้อมกันนี้ยังได้บริหารความเสี่ยงยังยึดหลักกระจายฐานลูกค้า ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปโดยรักษาสัดส่วนสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวไทย รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และตะวันออกกลาง พร้อมเน้นช่องทางขาย B2C และ Direct/OTA ซึ่งคิดเป็นราว 50% ของรายได้ห้องพัก

สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงแรมทั้งปีประเมินว่ายังสดใส คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34–37 ล้านคน ล่าสุดเข้ามาแล้วเกือบ 6 ล้านคน โดยจีนเป็นอันดับหนึ่งราว 1 ล้านคน ได้แรงหนุนจากเทศกาลสงกรานต์และตรุษจีน รวมถึงนโยบาย “Quality Tourism” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ และการทำแคมเปญระดับโลกที่ได้ดึงลิซ่ามาช่วยโปรโมท ขณะที่พื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างสมุยและกระบี่ ยังคงเติบโตต่อเนื่องส่วนกรุงเทพฯ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อนสะท้อนทิศทางบวกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยรวม