

In Brief
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านพลังงานและความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ (Wind + Solar Hybrid) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ( Net Zero ) และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานที่ยั่งยืน
การส่งเสริมพลังงานทั้ง 2 ประเภทนี้ในปริมาณที่มากพอภายในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านต้นทุนพลังงานที่ตํ่าลงและสะอาดมากขึ้น ซึ่งในการจัดทำข้อเสนอปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย(อาร์อี 100) เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP ฉบับใหม่ จึงเน้นไปที่การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานจากพลังงานหมุนเวียนในช่วงปี 2569-2580 ถึง 103,600 เมกะวัตต์ เป็นในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมถึง 59,000 เมกะวัตต์ และจากพลังงานแสงอาทิตย์ 41,200 เมกะวัตต์
เหตุผลหลักที่ต้องส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในสัดส่วนที่สูง เนื่องจากพลังงานทั้ง 2 มีลักษณะทางธรรมชาติที่เกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า Complementarity โดยพลังงานแสงอาทิตย์สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดในช่วงกลางวัน ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในภาคธุรกิจ แต่อาจขาดหายไปในช่วงคํ่า
ในขณะที่พลังงานลมมักมีศักยภาพการผลิตที่สมํ่าเสมอและมักจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงเช้ามืด การนำพลังงานทั้ง 2 มาผสมผสานกันจึงช่วยอุดช่องว่างของการผลิตไฟฟ้า ลดความผันผวนของระบบ (Intermittency) และทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความเสถียรต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดภาระของโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและลดความจำเป็นในการพึ่งพาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่มีราคาสูงเกินความจำเป็น
อีกทั้ง ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ในอดีตอย่างมาก ข้อมูลจากสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) ระบุว่าด้วยเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่ที่มีความสูงของเสา (Hub Height) ถึง 140 - 165 เมตร และขนาดใบพัดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากกระแสลมในพื้นที่ความเร็วลมตํ่า (Low Wind Speed) ประมาณ 4.8 - 5.8 เมตรต่อวินาทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกังหันลมรุ่นใหม่ที่กำลังจะออกมาในปี 2570 สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ได้สูงถึง 9 % ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการพลังงานลมในหลายพื้นที่ของไทยมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี Grid-Forming เข้ามาช่วยให้กังหันลมทำหน้าที่ประคองความเสถียรของระบบไฟฟ้าได้คล้ายกับโรงไฟฟ้าหลัก ทั้งการตอบสนองต่อความถี่และการรองรับสภาวะโครงข่ายอ่อนแอ ทำให้การรับซื้อไฟฟ้าในปริมาณที่มากไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม
เมื่อพิจารณาด้านต้นทุน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในปัจจุบันมีiาคาที่สามารถแข่งขันได้จริง โดยมีต้นทุนเฉลี่ยตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งตํ่ากว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนำเข้าในหลายช่วงเวลา การที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการรับซื้อในปริมาณที่มากจะช่วยให้เกิดความประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และกระตุ้นให้เกิดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนลดตํ่าลงในระยะยาว
จากข้อมูลดังกล่าว จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ที่มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ให้เป็นแหล่งพลังงานหลักอันดับต้นๆ เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการแบบผสมผสานทั้งในพื้นที่เดียวกันเพื่อประหยัดค่าสายส่ง หรือการกระจายพื้นที่การผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง