thansettakij
7 แสนล้านบาทต่อปี งบประมาณที่ไทยต้องระดมทุน อุดช่องว่าง Net Zero
net-zero

7 แสนล้านบาทต่อปี งบประมาณที่ไทยต้องระดมทุน อุดช่องว่าง Net Zero

In Brief

  • ประเทศไทยต้องการเงินทุนอย่างน้อยปีละ 7 แสนล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
  • แผนการดำเนินงานของประเทศ (NDC 3.0) ในปัจจุบันยังขาดความชัดเจนและแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ทำให้นักลงทุนภาคเอกชนและต่างชาติขาดความเชื่อมั่น
  • ข้อเสนอแนะเพื่อระดมทุนคือการสร้างความโปร่งใสของข้อมูล, ให้ภาครัฐเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงการลงทุน, และใช้ประโยชน์จากกลไกการเงินระหว่างประเทศให้มากขึ้น
  • หากไม่มีการลงทุนดังกล่าว ประเทศไทยอาจเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสภาพภูมิอากาศที่อาจสูงถึง 1 ล้านล้านบาทต่อปี

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกได้ข้ามพ้นขีดจำกัดการเป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และกลายเป็นแกนกลางของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงของชาติ สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับให้มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลำดับต้นๆ ของโลก ความจำเป็นในการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจในระยะยาว 

รายงานฉบับใหม่ของเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) ภายใต้หัวข้อ “Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050” ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างและช่องว่างทางการเงินที่สำคัญซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญในการบรรลุเป้าหมายตามแผนการดำเนินงานที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDC) ฉบับที่ 3 หรือ NDC 3.0  

บทวิเคราะห์นี้จะลงลึกถึงรายละเอียดของความต้องการเงินทุนมูลค่ามหาศาล กลไกทางกฎหมายที่กำลังเปลี่ยนผ่าน และความคุ้มค่าทางเทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของไทยบนเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 

การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศและความต้องการเงินทุนในอนาคต

ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีการเติบโตของการลงทุนในบางสาขา เช่น พลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ภาพรวมทางการเงินยังคงแสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลและความไม่เพียงพออย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้  

ข้อมูลจาก Climate Finance Tracker ของ CFNT ร่วมกับรายงานจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เผยให้เห็นว่าประเทศไทยต้องการเงินลงทุนอย่างน้อย 22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี) ไปจนถึงปี 2035 เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นทางสู่ Net Zero

อย่างไรก็ดี แผน NDC 3.0 กลับยังไม่มีการระบุแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการดึงดูดเงินทุนจำนวนดังกล่าว

การขาดความชัดเจนในแผนการดำเนินงาน (Implementation Plan) ในเอกสาร NDC 3.0 ส่งผลให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติยังคงสงวนท่าที เนื่องจากเอกสารระบุเพียงรายการเทคโนโลยีที่ต้องการ แต่ขาดรายละเอียดรายโครงการและบทวิเคราะห์ความคุ้มค่าที่เป็นรูปธรรม 

ความเสี่ยงที่สำคัญคือการที่เงินทุนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) โดยเฉพาะในภาคพลังงานและภาคขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเรื่องการตั้งเป้าหมายการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้ (Land Use, Land-Use Change, and Forestry: LULUCF) เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สวนทางกับอัตราการลดลงของป่าไม้
อย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2015-2025 โดยละเลยภาคการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) ซึ่งได้รับเงินทุนน้อยกว่า 1% ของการลงทุนทั้งหมด  

ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้านักวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน และหนึ่งในผู้จัดทำรายงาน ระบุว่า ความท้าทายในแผน NDC3.0 คือ ขาดความโปร่งใส ขาดความชัดเจน และยังคงมุ่งเน้นเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก

สังเกตได้ว่า เอกสารมีเพียงรายการเทคโนโลยีและจำนวนเงินลงทุนที่ต้องการ แต่ขาดแผนการดำเนินงานจริง และไม่ระบุเงินลงทุนที่ต้องการในการรับมือกับภาวะโลกรวน

3 ข้อเสนอ หากไทยต้องการบรรลุ Net Zero 2025 

หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 CFNT มีข้อเสนอทั้งหมด 3 ประการ 

การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างโปร่งใสและเพิ่มรายละเอียดของแหล่งเงินทุน

เพื่อทำให้แผน NDC 3.0 มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ ภาครัฐควรเริ่มต้นจากการจัดทำฐานข้อมูลเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อนำเสนอ สถานะการได้รับเงินทุนของประเทศ โดยการติดตามสถานะเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจะทำให้สามารถระบุช่องว่าง

ในการจัดสรรเงินทุนได้ โดยรัฐอาจพิจารณานำเครื่องมือ Climate Finance Tracker ปี 2025 ของ CFNT มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนกับมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

การเพิ่มเงินลงทุนจากภาครัฐเพื่อเชื่อมช่องว่างเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ

ภาครัฐควรวางบทบาทในฐานะ “กลไกลดความเสี่ยง” (de-risking mechanism) ให้ภาคเอกชน และนำนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ อาทิ การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมาปรับใช้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงเร่งประกาศใช้ พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ​ พ.ศ... เพื่อระดมเงินทุนเข้าสู่กองทุนสภาพภูมิอากาศและนำไปใช้ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หากเป็นไปได้ รัฐควรจัดสรรเงินทุนโดยคำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชากรกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

การใช้ประโยชน์จากกลไกเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี

เอกสาร NDC 3.0 ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ดังนั้น นอกจากกองทุนระดับนานาชาติ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) กองทุนเพื่อการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Investment Fund: CIF) ที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกและใช้ประโยชน์บ้างแล้ว ประเทศไทยสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากเงินทุนระหว่างประเทศให้มากขึ้น อาทิ กลไกอย่างความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม
(Just Energy Transition Partnership: JETP) และกองทุน Tropical Forest Forever Facility (TFFF) เพื่อเร่งให้เกิดการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ข้อมูลเงินทุนที่ต้องการ หรือรายละเอียดโครงการที่รัฐบาลต้องการลงทุน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาครัฐและการมองหาพันธมิตรก็ยังเป็นกลไกที่ช่วยแบ่งรับความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายใน NDC3.0 ได้ในที่สุด

ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ

หากพิจารณาถึงความจำเป็นในการดึงดูดเงินทุนปีละ 700,000 ล้านบาท ตามรายงานฉบับดังกล่าว สะท้อนว่า ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นกลไกป้องกันความเสี่ยงต่อ GDP ของประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลจาก UNESCAP ระบุว่า ความเสียหายเฉลี่ยต่อปีจากสภาพภูมิอากาศของไทยภายใต้สถานการณ์อุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส อาจสูงถึง 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.6 ของ GDP 

โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมซึ่งมีความเปราะบางสูงอาจได้รับความเสียหายระหว่าง 1.75 ถึง 8.38 หมื่นล้านบาทต่อปี 1 การลงทุนตามแผน NDC 3.0 จึงควรมองเป็นการชำระ "เบี้ยประกันภัย" ทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษารากฐานความมั่งคั่งของชาติและรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกที่กำลังบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป