thansettakij
thansettakij
สังคมคาร์บอนตํ่า พลาดเป้า ร่างแผนพัฒนาฯ 14 สศช.ดันโมเดล “ซ่อม-เสริม-สร้าง”พลิกโฉมประเทศ

สังคมคาร์บอนตํ่า พลาดเป้า ร่างแผนพัฒนาฯ 14 สศช.ดันโมเดล “ซ่อม-เสริม-สร้าง”พลิกโฉมประเทศ

26 ก.พ. 2569 | 10:38 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2569 | 10:39 น.

จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อ (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

KEY

POINTS

  • การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 พลาดเป้าหมายด้านสังคมคาร์บอนต่ำในหลายมิติ ทั้งการใช้พลังงานทดแทน การจัดการขยะ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้น
  • สศช. จึงเสนอร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยใช้โมเดล “ซ่อม-เสริม-สร้าง” เป็นแนวทางหลักในการพลิกโฉมประเทศสู่ความยั่งยืน
  • โมเดลดังกล่าวเน้นการ “ซ่อม” ระบบจัดการขยะ, “เสริม” การใช้พลังงานสะอาดและพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก, และ “สร้าง” นวัตกรรมสีเขียวพร้อมกลไกทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้

จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อ (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยข้อมูลสถานะการพัฒนาประเทศ จากการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ที่สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ใน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” แม้เศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ แต่เป็นการเติบโตในระดับตํ่าและมีแนวโน้มถดถอยเชิงศักยภาพ โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนตํ่า กลับพบว่าผลสัมฤทธิ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ เนื่องจากขาดกลไกการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและการขับเคลื่อนที่ขาดบูรณาการ

เมื่อพิจารณาด้าน “เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนตํ่า” พบว่ามีผลการดำเนินงานที่ตํ่ากว่าเป้าหมายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนของการใช้พลังงานทดแทนและการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ ข้อมูลระบุว่า สัดส่วนของการใช้พลังงานทดแทนต่อปริมาณการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2567 อยู่ที่ 14.25%ซึ่งลดลงจากปี 2566 ที่เคยทำได้ 14.62% และยังห่างไกลจากเป้าหมายเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่กำหนดไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 24%

สังคมคาร์บอนตํ่า พลาดเป้า ร่างแผนพัฒนาฯ 14 สศช.ดันโมเดล “ซ่อม-เสริม-สร้าง”พลิกโฉมประเทศ

ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ (CO2) ในภาคพลังงานพุ่งสูงถึงระดับ 247.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนสูงสุด 38% มีการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นถึง 5.1% ขณะที่ภาคการขนส่งมีการปล่อยเพิ่มขึ้น 0.5% สาเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากการขาดแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมในการลดการปล่อยก๊าซ

นอกจากนี้ ความล่าช้าในการจัดตั้งกลไกตลาดคาร์บอนภาคบังคับ แม้จะมีการส่งเสริมตลาดภาคสมัครใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีแรงกดดันเพียงพอที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดที่ยังไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

ในด้านการจัดการขยะและของเสียอันตราย ผลการดำเนินงานก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายเช่นกัน โดยอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในปี 2567 อยู่ที่ 38.65% แม้จะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 34.55% แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เป้าหมายขั้นตํ่าของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่กำหนดไว้ที่ 40 % ของปริมาณขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

 ขณะเดียวกัน ปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับวิกฤตมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่กลายเป็นปัญหาประจำฤดูกาล ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและภาคการท่องเที่ยว แม้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 จะตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติให้ได้ 33% แต่ตัวเลขในปี 2567 กลับคงอยู่ที่ 31.46% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปี 2566 และ 2565

จากความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ใน (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะเริ่มนำมาใช้ในปี 2571 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้กำหนดทิศทางในร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความชัดเจนและมุ่งเน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น โดยกำหนด “5 เสาหลักการพัฒนา” ซึ่งเสาหลักที่ 4 ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จะกลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการอนุรักษ์ แต่คือเงื่อนไขในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

หลักการสำคัญคือการ “ซ่อม” ระบบการจัดการขยะและของเสียให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) ผ่านการบังคับใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) โดยเฉพาะการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น

พร้อมทั้ง “เสริม” สัดส่วนการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดผ่านการกระจายประเภทเชื้อเพลิง ทั้งลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และไฮโดรเจน ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศในต้นทุนที่แข่งขันได้

ที่สำคัญคือการพิจารณาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตทั่วโลกถึง 25.3 % ต่อปี เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าโดยที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมาก

นอกจากนี้ ร่างแผนฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการ “สร้าง” นวัตกรรมสีเขียวเพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปสู่พฤติกรรม Eco-actives มากขึ้น โดยจะมีการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง และการลงทุนในเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)

 อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ เช่น การจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ (PES) และการพัฒนาระบบบัญชีเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม (SEEA) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ รวมถึงการเร่งรัดการตรากฎหมายสำคัญ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย การพัฒนาระบบภาษีคาร์บอน และระบบคาร์บอนฟุตพรินท์ของสินค้าให้โปร่งใสระดับสากล

ทั้งนี้ ในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งหวังให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น “ผู้หนุนเสริม” (Enabler) ในการออกแบบกติกาที่เป็นธรรมและพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะ (Open Data) บนแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องในการวางแผนพัฒนาโครงการนวัตกรรมสีเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีเป้าหมายสูงสุดในการนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฉากทัศน์ Resilient Rise ที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงควบคู่ไปกับความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ท่ามกลางภาวะโลกเดือดและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกขณะ

หากไทยยังคงดำเนินการพัฒนาในรูปแบบเดิมและไม่สามารถแก้ไขความล้มเหลวในมิติด้านสิ่งแวดล้อมได้ ทิศทางของประเทศอาจค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ฉากทัศน์ Broken Path หรือวงจรถดถอยที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมอ่อนแรงจนไม่สามารถสร้างศักยภาพใหม่ได้อีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนตํ่าจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือทางรอดเดียวของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า