

KEY
POINTS
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางพลังงานในอนาคต การนำก๊าซชีวภาพมาผลิตไฟฟ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการของเสีย แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่รอการปลดล็อก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนํ้าเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและพืชพลังงานมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระดับท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG Economy) ที่จะส่งผลถึงรายได้ของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
นายศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ นายกสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพสะสมตั้งแต่อดีตจนถึงปี 2568 พบว่ามีวิวัฒนาการจากการสนับสนุนผ่านระบบ Adder ในยุคเริ่มต้น มาสู่ระบบ Feed-in Tariff (FiT) ทั้งในส่วนของนํ้าเสียและพืชพลังงาน รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก๊าซชีวภาพไทยที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากร่างแผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2567-2580 (AEDP2024) และเป้าหมายเดิมใน AEDP 2018 จะเห็นได้การพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพยังมีศักยภาพอีกมาก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานประเภท “Firmed” หรือพลังงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง สามารถควบคุมการผลิตได้ตามความต้องการของระบบไฟฟ้า
ทั้งนี้ จากการศึกษาศักยภาพก๊าซชีวภาพ พบว่าประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายและปริมาณมาก โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนํ้าเสียและของเสียอินทรีย์ กับกลุ่มพืชพลังงาน ซึ่งในกลุ่มนํ้าเสียมีศักยภาพหลักมาจากนํ้าเสียอุตสาหกรรมถึง 1,234.74 ktoe ตามมาด้วยนํ้าเสียจากการปศุสัตว์ 427.90 ktoe และขยะอินทรีย์จากเศษอาหารอีก 146.46 ktoe เมื่อแยกย่อยลงไปในภาคอุตสาหกรรม นํ้าเสียจากโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง โรงสกัดนํ้ามันปาล์ม และโรงงานเอทานอล ถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะนํ้าเสียจากเอทานอลที่มาจากโมลาสและมันสำปะหลังรวมกันมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 41% ของศักยภาพนํ้าเสียทั้งหมด
ขณะที่ภาคปศุสัตว์นั้น ฟาร์มโคเนื้อยังคงเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักที่มีศักยภาพสูงสุดถึง 48% รองลงมาคือฟาร์มสุกร ฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ไข่ และฟาร์มไก่เนื้อ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศมีวัตถุดิบที่เป็นของเสียที่ต้องจัดการอยู่แล้ว หากสามารถเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้เป็นไฟฟ้าได้ ไม่เพียงแต่จะได้พลังงานสะอาด แต่ยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า
จากตัวเลขการประเมินศักยภาพก๊าซชีวภาพภาคนํ้าเสียที่คงเหลืออยู่นั้น พบว่ายังมีโอกาสในการนำมาผลิตไฟฟ้า (On-grid) และใช้ในรูปแบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) อีกเป็นจำนวนมากสูงถึง 1,662.64 KTOE ซึ่งหากนำมาบริหารจัดการเพื่อผลิตพลังงานจะมีความสามารถเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 772.58 เมกะวัตต์ หรือสามารถนำไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพอัดเหลว (LBM) ได้ปริมาณ 4,318 ตันต่อวัน
นายศุภฤกษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการประเมินศักยภาพก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานพบว่ามีสูงถึง 4,115.03 ktoe ซึ่งหากนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าจะเทียบเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 4,050 เมกะวัตต์ คิดเป็นศักยภาพความร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่า 1,539 KTOE หรือเทียบเท่ากับการผลิต LBM ได้มากถึง 13,333 ตันต่อวัน
การขับเคลื่อนพืชพลังงานนี้ไม่ได้เป็นการแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพแต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หรือการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม มาเป็นการปลูกพืชพลังงานแทน เช่น หญ้าเนเปียร์ หรือการใช้ส่วนเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอ้อยและนํ้าตาล ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชพลังงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีศักยภาพสูงสุดถึง 1,129 เมกะวัตต์ รองลงมาคือภาคตะวันออก 37.14 เมกะวัตต์ และภาคเหนือ 30.60 เมกะวัตต์ ซึ่งการกระจายตัวของศักยภาพนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กได้
ดังนั้น จากศักยภาพจากนํ้าเสียที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เต็มที่ เบื้องต้นสามารถที่จะผลิตก๊าซชีวภาพนำมาผลิตไฟฟ้าได้ถึงประมาณ 474.43 เมกะวัตต์ หากมีการสนับสนุนด้านนโยบายและราคารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม เนื่องจากโครงการก๊าซชีวภาพจากนํ้าเสียมักใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพืชพลังงาน และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดของเสีย ทำให้การบริหารจัดการวัตถุดิบมีความสะดวกและมีต้นทุนตํ่า ขณะที่ศักยภาพของพืชพลังงานนำมาผลิตก๊าซชีวภาพและผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1,197 เมกะวัตต์
ทางสมาคมการค้าก๊าซชีวภาพไทยเชื่อว่า หากมีการบรรจุการรับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเข้าไปอยู่ในพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับใหม่ ประมาณ 1,700 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2569-2580 จะส่งผลดีต่อประเทศในหลายมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเกษตรกรจากการปลูกและจำหน่ายพืชพลังงาน และด้านพลังงานที่จะได้แหล่งไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งสมาคมฯพร้อมที่จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริม เพื่อให้ก๊าซชีวภาพไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนตํ่าอย่างแท้จริง และยั่งยืนตลอดไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง