KEY
POINTS
การก้าวเข้าสู่ปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยควรเดินหน้าทบทวนอย่างจริงจังว่า วิกฤตทรัพยากรชีวภาพที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้ทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้เรา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ บทเรียนเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริงในระดับนโยบาย การจัดการ และ วิถีชีวิตของผู้คนมากน้อยเพียงใด
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปัญหาดังกล่าว คือ กรณีการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบนิเวศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ความตื่นตระหนก ความคลางแคลงใจ และการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เคยถูกขยายเสียงดังผ่านสื่อและเวทีสาธารณะอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป บริบทของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการย้อนถามว่า “ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร” หากแต่ได้ผลักดันให้สังคมก้าวไปสู่คำถามที่ลึกและท้าทายกว่า นั่นคือ “เราจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบได้อย่างไร” และ “จะสร้างกลไกป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเดิมเกิดซ้ำได้อย่างไรในอนาคต”
วันนี้ สายพันธุ์ต่างถิ่นที่อาศัยอยู่ในไทยทั้งพืชและสัตว์ ยังมีให้เห็นกลาดเกลื่อน จนคนไทยคิดว่าเป็นพันธุ์พื้นถิ่นไปแล้ว เช่น ผักตบชวา ไมยราพยักษ์ หอยเชอรี่ ตั๊กแตนปาทังก้า ปลาช่อนอเมซอน ปลาซัคเกอร์ อีกัวน่า เป็นต้น สัตว์เหล่านี้แพร่ระบาดในไทยมาหลายสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
จวบจนล่าสุดมีปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาระบาดในไทย และมีการจุดชนวนกันใหญ่โต แต่ก็ไม่ควรลืมว่ายังมีอีกหลายสายพันธุ์ต่างถิ่นจากหลายสัญชาติที่รอการจัดการ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น ทำให้สังคมเข้าใจธรรมชาติของพืช สัตว์บกและสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างรอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การแพร่กระจาย หรือข้อจำกัดตามระบบนิเวศ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดสายพันธุ์ปลาที่เป็นข่าวมาต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ชุมชนในหลายพื้นที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง การจัดการที่เหมาะสม และการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ปัญหาที่เคยถูกมองว่าใหญ่และควบคุมไม่ได้ สามารถแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้จริง
จากการกำจัดที่ถูกวิธี สู่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบอาหาร การแปรรูป และการสร้างรายได้เสริมในระดับชุมชน
หรือแม้แต่นำไปใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร ด้วยการทำน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพ การใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น ล้วนเปลี่ยนปลาที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความกังวล ให้กลายเป็นตัวอย่างของการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
บทเรียนสำคัญที่สังคมไทยได้รับ ไม่ได้อยู่ที่ปลาชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่อยู่ที่ “กระบวนการจัดการ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การกำกับดูแล การเฝ้าระวัง การสื่อสารข้อมูล ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
กรณีศึกษานี้ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ปัญหาระบบนิเวศถูกรุกรานไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลสะสมของช่องว่างเชิงระบบ หากสังคมมุ่งแต่จะหา “จำเลย” ปัญหาจะไม่มีวันจบ แต่เมื่อสังคมหันมาแก้ที่โครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงเกิดขึ้นได้จริง
วันนี้ ประเทศไทยจึงควรใช้ความสำเร็จจากบทเรียนที่ผ่านมา เป็นแรงจูงใจในการยกระดับการจัดการ Alien Species ในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบข้อมูลที่โปร่งใส การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน หรือการสร้างกลไกป้องกันล่วงหน้า ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัวจนควบคุมยาก
ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสื่อสารกับสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ การนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่สร้างความตื่นตระหนก และไม่ซ้ำเติมปัญหาที่ได้รับการจัดการแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
สังคมที่เข้มแข็ง ไม่ใช่สังคมที่ไม่เคยเผชิญปัญหา แต่คือสังคมที่เรียนรู้จากปัญหา และเดินหน้าต่อโดยไม่ติดอยู่กับความขัดแย้งในอดีต
เมื่อเรามองย้อนกลับไป บทเรียนจากปลารุกรานได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว ในปี 2569 สิ่งที่สังคมไทยควรให้ความสำคัญ จึงไม่ใช่การรื้อฟื้นความกังวลเดิม แต่คือ การใช้ความรู้ ประสบการณ์ และความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านทรัพยากรชีวภาพในอนาคต เพราะการก้าวข้ามปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ได้หมายถึงการลืม แต่หมายถึงการมั่นใจว่า “เราจะไม่ต้องเผชิญกับมันในรูปแบบเดิมอีกต่อไป”