thansettakij
‘มินีแบ’ เดินหน้า RE100 ผุดโซลาร์ฟาร์ม พ่วงแบตเตอรี่ ป้อนรง.อยุธยา-ลพบุรี แบ่งคาร์บอนเครดิตให้ญี่ปุ่น
net-zero

‘มินีแบ’ เดินหน้า RE100 ผุดโซลาร์ฟาร์ม พ่วงแบตเตอรี่ ป้อนรง.อยุธยา-ลพบุรี แบ่งคาร์บอนเครดิตให้ญี่ปุ่น

In Brief

  • มินีแบมิตซูมิร่วมทุนกับ SUPER สร้างโซลาร์ฟาร์มพร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ในจังหวัดอยุธยาและลพบุรี เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนโรงงานของตนเอง
  • โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย RE100 ของบริษัท ที่มุ่งใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในกระบวนการผลิตทั่วโลกภายในปี 2593
  • คาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการจะถูกแบ่งส่วนหนึ่งให้กับประเทศญี่ปุ่น ภายใต้กลไกความร่วมมือ JCM เพื่อนำไปใช้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของญี่ปุ่น

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก และมาตรการทางการค้าด้านคาร์บอนที่เข้มงวดอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะบริษัทลงทุนข้ามชาติที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 หนึ่งในการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการมุ่งสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE100 เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน

เห็นได้จากกลุ่มบริษัท MinebeaMitsumi Inc. ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรความแม่นยำสูงระดับโลก ได้ร่วมมือกับ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER ภายใต้ชื่อบริษัทร่วมทุน บริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด (MSSP) ด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 1,087 ล้านบาท มีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง NMB-Minebea Thai 60% และ SUPER 40% เพื่อดำเนินโครงการคิดตั้งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวมกำลังผลิตกว่า 152 เมกะวัตต์

‘มินีแบ’ เดินหน้า RE100 ผุดโซลาร์ฟาร์ม พ่วงแบตเตอรี่ ป้อนรง.อยุธยา-ลพบุรี แบ่งคาร์บอนเครดิตให้ญี่ปุ่น

พร้อมความจุแบตเตอรี่สูงถึง 189 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและลพบุรี ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกลุ่มมินีแบมิตซูมิ ที่ตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ในกระบวนการผลิตทั่วโลกภายในปี 2593 และตั้งเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) ให้ได้อย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2573

ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. รายงานว่า สำหรับการผลักดันโครงการดังกล่าว ทางบริษัท มินีแบมิตซูมิ อินคอร์ปอเรชั่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด และบริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ได้แจ้งความประสงค์ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 104 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 129 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดอยุธยา และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 48 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 60 เมกะวัตต์ชั่วโมง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มายังอบก.เพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง หรือ Premium T-VER ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 โครงการยังไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนที่ต้องใช้นำมาประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียน ก่อนที่จะตรวจสอบในการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ ทั้ง 2 โครงการได้รับเลือกเป็นโครงการต้นแบบภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น (Joint Crediting Mechanism หรือ JCM) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนบางส่วนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น (MOE Japan) โดยคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะถูกแบ่งโอนถ่ายให้กับฝ่ายญี่ปุ่นในฐานะผู้สนับสนุนเทคโนโลยีและงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปใช้เป็นตัวเลขชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NDC ของประเทศญี่ปุ่น

ส่วนคาร์บอนเครดิตที่เหลือจะยังคงอยู่กับทางโครงการในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นรายได้จาก Premium T-VER” ในระยะยาว โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 65,125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เป็นในส่วนของพื้นที่พระนครศรีอยุธยาประมาณ 43,580 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และในส่วนโครงการที่ลพบุรีคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 21,545 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

 สำหรับโมเดลธุรกิจนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้โครงการที่มีมูลค่าการลงทุนสูงมีความคุ้มค่าทางการเงิน และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงตลอดอายุสัญญาการผลิตไฟฟ้า 25 ปี ซึ่งพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ภายในโรงงานของมินีแบทั้ง 2 แห่ง เพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติที่ผลิตจากฟอสซิล โดยคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าภายในโรงงานให้เป็นพลังงานหมุนเวียนได้สูงถึง 38% ซึ่งระบบ BESS จะทำหน้าที่เสมือนหัวใจสำคัญในการเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีแสงแดดจัด เพื่อนำมาจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสง ช่วยลดค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) และเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าป้องกันปัญหาไฟตกไฟกระชากในสายการผลิตที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง

โดยบริษัท มินีแบ ซูเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก (Project Lead) ในด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อจ่ายไฟให้กับโรงงานในเครือของ เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเงื่อนไขของ JCM และนำผลสำเร็จดังกล่าวไปใช้ให้บรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่กำหนดโดยประเทศ (NDC) ของญี่ปุ่น โดยผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะลดและกำจัดก๊าซเรือนกระจกสะสมให้ได้ประมาณ 100 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปีงบประมาณ 2573 และประมาณ 200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปีงบประมาณ 2583

 สำหรับ 2 โครงการ ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งสำคัญในงาน AZEC Progress Report 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 โดยมีรัฐมนตรีจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น และปลัดกระทรวงพลังงานของไทยร่วมเป็นสักขีพยาน