thansettakij
สร้างสมดุลพลังงานไทย สู่ Net Zero ดันพลังงานสะอาด SMR-CCS ตอบโจทย์
net-zero

สร้างสมดุลพลังงานไทย สู่ Net Zero ดันพลังงานสะอาด SMR-CCS ตอบโจทย์

In Brief

  • ประเทศไทยมุ่งสร้างสมดุลด้านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในช่วงเปลี่ยนผ่าน พร้อมวางรากฐานสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต
  • กฟผ. ผลักดันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดยบรรจุไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพสูง
  • ปตท. เดินหน้าโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการต้นแบบในอ่าวไทยและมีแผนขยายผลสู่ศูนย์กลางในพื้นที่ EEC

ในงานเสวนา “Sustainability Spark by PTT Group 2026 : Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” ภายใต้หัวข้อ “The Balance: Future of energy - cleaner, yet secure” หรือ มุมมองและกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรักษาความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศได้ฉายภาพและแนวทางการดำเนินงานจากผู้นำนโยบายและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของการออกแบบระบบพลังงานใหม่ เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งจากสภาวะอากาศสุดขั้ว ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน แต่คือการรักษา “ความสมดุล” ในมิติของ Energy Trilemma หัวใจสำคัญของการก้าวผ่านจุดนี้คือการบริหารจัดการส่วนผสมพลังงาน (Energy Mix) ที่ต้องมีความยืดหยุ่นสูง โดยที่ต้องเร่งบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์และลมเข้าสู่ระบบ

วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ก๊าซธรรมชาติยังคงต้องเป็นเชื้อเพลิงหลักเพื่อรักษาเสถียรภาพในช่วงรอยต่อ พร้อมไปกับการวางรากฐานสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านนี้ต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่สร้างภาระต้นทุนจนกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต้องได้รับการยอมรับจากภาคประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากรร่วมกัน

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอกยํ้าถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 โดยเน้นไปที่การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่แน่นอนผ่านระบบ Demand Response และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวมถึงการใช้โรงไฟฟ้าพลังนํ้าแบบสูบกลับ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ธรรมชาติขนาดใหญ่

ศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ กฟผ. ยังให้ความสำคัญกับการนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าเดิมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในทันที และที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือการบรรจุเทคโนโลยี SMR ลงในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดและมีความเสถียรสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้ต้องการรากฐานทางกฎหมายและมาตรฐานสากลที่ชัดเจน รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรอย่างเป็นระบบ

อีกทั้ง โครงการ SMR มีต้นทุนการลงทุนที่สูง เมื่อเทียบกับโครงการประเภทอื่น จึงต้องมีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน กฟผ.อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น และการคัดเลือกสถานที่ตั้งที่มีศักยภาพ

ทั้งนี้ แม้จะมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการ แต่ทาง กฟผ.เชื่อมั่นว่าหากสามารถจัดการความท้าทายเหล่านี้ได้ โครงการ SMR จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสมดุลพลังงานและความยั่งยืนให้กับประเทศไทยในอนาคต

นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าววา ปตท. ได้นำกลยุทธ์ “CHANCE” เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่สังคมคาร์บอนตํ่า ซึ่งได้เริ่มปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และยุติธุรกิจถ่านหิน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 20 % พร้อมทั้งนำระบบดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดคือโครงการ “อาทิตย์ CCS” ในอ่าวไทย ซึ่งจะเป็นโครงการต้นแบบในการกักเก็บคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2571 และจะขยายผลสู่ “Eastern Thailand CCS Hub” ในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการกักเก็บถึง 10 ล้านตันต่อปี โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ ปตท. บรรลุเป้าหมายของตนเอง แต่ยังเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของไทยได้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

Mr. Joshua Ngu Research Vice Chairman - Asia Pacific Wood Mackenzie กล่าวว่า พลังงานสะอาดและความมั่นคงทางพลังงานคือเหรียญสองด้านที่ส่งเสริมกัน การผลิตพลังงานจากทรัพยากรหมุนเวียนในประเทศจะช่วยลดการนำเข้าและลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก บทเรียนจากยุโรปและจีนแสดงให้เห็นว่าการเร่งติดตั้งพลังงานหมุนเวียนคือทางออกที่ยั่งยืนที่สุด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงทางเศรษฐกิจที่ว่า เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกิน 30% ต้นทุนรวมของระบบจะสูงขึ้นจากการลงทุนในระบบสำรองและแบตเตอรี่มหาศาลเพื่อรักษาเสถียรภาพ

Mr. Joshua Ngu Research Vice Chairman - Asia Pacific Wood Mackenzie

ดังนั้น การก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero จึงต้องการเงินลงทุนระดับโลก ซึ่งภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปลดล็อก กฎระเบียบและสร้างกลไกตลาดไฟฟ้าเสรีที่โปร่งใส เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน โดยปี 2026 เป็นปีสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างโครงสร้างตลาดพลังงานที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยในสายตาของทั้ง 4 วิทยากร คือการเดินทางที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายที่กล้าหาญ เทคโนโลยีที่ลํ้าสมัย การบริหารจัดการต้นทุนที่ชาญฉลาด และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ “สะอาด” แต่ต้อง “มั่นคง” และ “เข้าถึงได้” สำหรับทุกคนในอนาคต