ประธานกนอ. Reboot การลงทุนดึง FDI คุณภาพสูง ฟื้นศักยภาพเศรษฐกิจไทยทศวรรษใหม่

12 ม.ค. 2569 | 05:53 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 2569 | 06:22 น.

ประธานกนอ.ชูไอเดีย Investment Reboot เร่งรัดการลงทุนการลงทุน ปฏิรูป 3 แกนหลัก ดึง FDI คุณภาพสูง ฟื้นศักยภาพเศรษฐกิจไทยในทศวรรษใหม่ ดันไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยถึงไอเดีย Investment Reboot: นโยบายเร่งรัดการลงทุน เพื่อฟื้นศักยภาพเศรษฐกิจไทยในทศวรรษใหม่ว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน แม้จะมีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่ดี สถานการณ์นี้สะท้อนว่า "เครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิม" ไม่เพียงพออีกต่อไปต่อบริบทโลกใหม่

ที่ผ่านมาแม้ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังโควิด-19 แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ให้เห็นสัญญาณชะลอตัวของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง การส่งออกเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ภายใต้บริบทเช่นนี้ “การลงทุน”โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจ แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของการฟื้นศักยภาพประเทศ

บทเรียนจากโลก: โอกาสใหม่ในยุคการลงทุนเปลี่ยนรูปแบบ

World Investment Report ของ UN Trade and Development (UNCTAD) สะท้อนแนวโน้มสำคัญ ว่าแม้ FDI โลกจะชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ แต่กระแสการลงทุนไม่ได้หายไป หากเพียง “เปลี่ยนทิศทาง” จากการลงทุนเชิงปริมาณไปสู่การลงทุนเชิงคุณภาพ

การลงทุนยุคใหม่มุ่งไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว และโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและธรรมาภิบาล ประเทศที่สามารถออกแบบนโยบายให้สอดรับกับทิศทางนี้ จะกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ แม้จะไม่ใช่ประเทศที่ต้นทุนแรงงานตํ่าที่สุดก็ตาม

ยุทธศักดิ์ สุภสร

ภาพสะท้อนของไทย: การลงทุนที่ตํ่ากว่าศักยภาพ

เมื่อพิจารณา FDI Inflows ของไทยในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จะเห็นชัดว่า ประเทศไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังปี 2557 เป็นต้นมา ช่องว่างดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังบั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเคยเป็นหัวหอกของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญภาวะ “หมดแรงส่ง”อัตราการขยายตัวในช่วงหลังอยู่ในระดับตํ่ามาก

โรงงานจำนวนไม่น้อยลดกำลังการผลิตหรือปิดกิจการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์หากไม่เกิดการปรับโครงสร้างภาคการผลิตอย่างจริงจัง ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในกับดักเศรษฐกิจที่เติบโตตํ่าอย่างยืดเยื้อ

Investment Reboot : จากมาตรการระยะสั้น สู่ยุทธศาสตร์ประเทศ

นโยบายการลงทุนของไทยในทศวรรษใหม่ จำเป็นต้องขยับจากแนวคิด “การกระตุ้น” ไปสู่ “การปฏิรูป”กล่าวคือ ไม่ใช่เพียงออกแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนเป็นรายโครงการ แต่ต้องออกแบบยุทธศาสตร์ Investment Reboot ในฐานะเครื่องมือยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ หัวใจของยุทธศาสตร์นี้ คือการเปลี่ยนโมเดลการเติบโตไปสู่ Investment-led Growth Plus ซึ่งประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่

  1. Investment – ดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต
  2. Infusion – สร้างกลไกดูดซับเทคโนโลยี ความรู้ และมาตรฐานการผลิตจากต่างประเทศ
  3. Innovation – เสริมความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศเพื่อให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์

โมเดลการเติบโตนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ IMF และธนาคารโลก ที่เน้นว่า การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ต้องอาศัยการยกระดับผลิตภาพและโครงสร้างเศรษฐกิจ มากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบาย : เงื่อนไขความสำเร็จของ FDI ยุคใหม่

การดึงดูดการลงทุนในบริบทโลกปัจจุบัน ไม่อาจอาศัยเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องสร้าง “ระบบนิเวศการลงทุน” ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะใน 4 มิติสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (รองรับเศรษฐกิจ AI, Data Center, Smart Factory และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ) โครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์(เชื่อมโยงบก–ราง–น้ำ–อากาศ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันเชิงภูมิศาสตร์) โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (ตอบโจทย์กติกาโลกด้านสิ่งแวดล้อม ลดคาร์บอน และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน)

การพัฒนาทุนมนุษย์(ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะดิจิทัล วิศวกรรมขั้นสูง และเทคโนโลยีพลังงาน) หากขาดเสาหลักใดเสาหนึ่ง การแข่งขันในสนามลงทุนโลกจะยิ่งทวีความยากลำบาก

บทบาทภาครัฐ : จาก “ผู้กำกับ” สู่ “ผู้ออกแบบระบบ”

การขับเคลื่อน Investment Reboot ต้องอาศัยการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากผู้กำกับดูแล มาเป็น“ผู้ออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่” (System Architect) ที่ทำงานเชิงรุกใน 3 ระดับ ประกอบด้วย

  1.  ระดับนโยบาย – กำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอนาคตอย่างชัดเจน ไม่เปลี่ยนตามวาระการเมือง
  2. ระดับโครงสร้าง – ปรับกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการอนุญาตให้คล่องตัว โปร่งใส และคาดการณ์ได้
  3. ระดับปฏิบัติการ – เร่งให้โครงการลงทุนเกิดขึ้นจริง ลดช่องว่างระหว่าง “นโยบายบนกระดาษ” กับ“ผลลัพธ์ในพื้นที่”

ในบริบทนี้ หน่วยงานอย่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน จะต้องทำหน้าที่ไม่ใช่เพียงอำนวยความสะดวก แต่เป็น “กลไกเชิงยุทธศาสตร์” ในการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ เชื่อมโยงนักลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการไทยเข้าด้วยกัน

ความยั่งยืน : เงื่อนไขใหม่ของความสามารถแข่งขัน

อีกหนึ่งมิติที่ไม่อาจมองข้าม คือ ความยั่งยืน ซึ่งได้กลายเป็นกติกาสากลของเศรษฐกิจโลก การลงทุนในอนาคตจะถูกตัดสินไม่เพียงจากผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่จะรวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับนโยบายการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น Carbon Neutrality, Net Zero, การใช้พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจ AI ซึ่งแม้จะเพิ่มผลิตภาพอย่างก้าวกระโดด

แต่ก็มาพร้อมกับความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากไม่วางแผนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานรองรับตั้งแต่วันนี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันอาจกลายเป็นภาระในระยะยาว

Investment Reboot ไม่ใช่เพียงชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในทศวรรษใหม่ หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ในอาเซียน ดึงดูด FDI คุณภาพสูง เชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืนเข้าด้วยกันได้สำเร็จ ประเทศจะไม่เพียงกลับมาเติบโต แต่จะเติบโตบนฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม และนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข GDP หากคือคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ตามใน

เศรษฐกิจโลกใหม่ หรือจะก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดทิศทางของตนเองอีกครั้ง คำตอบนั้นอยู่ที่การตัดสินใจเชิงนโยบายในวันนี้