In Brief
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งอุตสาหกรรมการบินอย่างยั่งยืนอย่างเป็นทางการ เมื่อกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันความพร้อมในการเริ่มต้น โดยกำหนดลักษณะและคุณภาพของนํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ณ จุดผลิต และจุดจำหน่าย เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 Conventional Jet A-1ประเภทที่ 2 Co-hydroprocessing และประเภทที่ 3 Conventional Jet A-1 + Neat SAF และการกำหนดลักษณะและคุณภาพของนํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินแบบยั่งยืน โดยวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตจะต้องได้มาตรฐาน ASTM D7566 ตามที่กำหนด และนำมาใช้ผลิตเฉพาะชนิด HEFA มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ข้อกฎหมายดังกล่าว ออกมาเพื่อให้ผู้ผลิต เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้มีการส่งเสริมการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินแบบยั่งยืน และการส่งเสริมการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินคาร์บอนตํ่า เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutraity) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ของประเทศไทย
อีกทั้ง รองรับกับมาตรการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่จะบังคับให้สายการบินทั่วโลกใช้ SAF เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย Net Zero ทั้งใระดับประเทศและระดับโลก ในขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เองได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดในการผสม SAF สำหรับเที่ยวบินที่เดินทางออกจากสนามบินในสหภาพยุโรป (EU) 2% ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันไทยมีการตั้งโรงงานผลิต SAF ของ กลุ่มบริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ใช้เทคโนโลยี Hydroprocessed Esters and Fatty Acids หรือ HEFA จากการนำนํ้ามันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil) เป็นวัตถุดิบหลัก มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน หรือราว 6,289 บาร์เรลต่อวัน คาดว่าโรงงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2569
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของบริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)หรือ GC ใช้เทคโนโลยี Co-Processing HEFA ผลิตจากนํ้ามันปรุงอาหารใช้แล้วเช่นกัน เปิดดำเนินการเชิงพาณิยช์แล้ว มีกำลังการผลิตติดตั้งเบื้องต้น 16,438 ลิตรต่อวัน หรือราว 103 บาร์เรลต่อวัน
นายสราวุธ กล่าวอีกว่า สำหรับกฎหมายที่ออกมาทั้ง 2 ฉบับนี้ ถือเป็นการดำเนินงานในระยะเริ่มต้นการใช้ SAF ของไทย จากเทคโนโลยี HEFA เป็นหลักก่อน เนื่องจากเทคโนโลยี Alcohol-to-Jet (AtJ) ที่ใช้วัตถุดิบจากเอทานอล อยู่ในช่วงการพัฒนายังมีการใช้หรือผลิตอย่างแพร่หลาย (Fully Commercialized) ซึ่งมีแผนการขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับความพร้อมของวัตถุดิบและเทคโนโลยีในประเทศ โดยเริ่มต้นปี 2569 นี้ ด้วยการกำหนดสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ใช้เทคโนโลยี HEFA เป็นหลัก ก่อนจะขยับเข้าสู่ ระยะที่ 2 ในช่วงปี 2570-2572 ที่จะเพิ่มความเข้มข้นของการผสมเป็น 1-2 % โดยยังคงใช้เทคโนโลยี HEFA เพื่อสร้างความเสถียรให้กับระบบซัพพลายเชน
เมื่อเข้าสู่ ระยะที่ 3 ระหว่างปี 2573-2575 จะยกระดับเทคโนโลยีการผลิต HEFA เข้ากับ AtJ (Alcohol-to-Jet) เพื่อรองรับเป้าหมายการผสมที่ 3-5% และเป้าหมายสูงสุดใน ระยะที่ 4 ตั้งแต่ปี 2576 เป็นต้นไปที่ 5-8 % ซึ่งคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตจะเติบโตจาก 0.28 ล้านลิตรต่อวันในปี 2569 ไปสู่ระดับ 2.22 ล้านลิตรต่อวันในปี 2580
ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่นเป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว ในปี 2569 ทางภาครัฐจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน SAF ขึ้นมา เพื่อกำหนดเป้าหมายและนโยบายที่เหมาะสม โดยดึงตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลายเข้าร่วม โดยจะเริ่มให้บริการ SAF ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบท่อส่งนํ้ามันอยู่แล้ว ทำให้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งนํ้ามันได้อีกทางหนึ่ง และการใช้ SAF จะเริ่มภาคสมัครใจก่อน ผ่านการร่วมลงนาม MOU เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการผลิตและใช้งาน SAF ก่อนพิจารณาเป็นมาตรการบังคับในระยะต่อไป รวมถึงการให้แรงจูงใจทางการเงินแก่สายการบินในการปรับตัวใช้ SAF และการสนับสนุนทางเทคนิคแก่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ
นายสราวุธ กล่าวเสริมอีกว่า นโยบาย SAF ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็น “Aviation Hub” โดยตั้งเป้าที่จะเป็น 1 ใน 5 ประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Airfreight Volume) ต่อปีสูงสุดภายในปี 2580 ข้อมูลจาก S&P Global ระบุว่าความต้องการ SAF ทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้น โดยเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการ SAF สูงที่สุด การดำเนินงานครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสายการบิน แต่เป็นการประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีโลกอย่างเต็มตัว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง