In Brief
โลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนของการเติบโตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความต้องการพลังงานกับทรัพยากรน้ำเร่งตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 30% และต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 47% ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำจืดถึง 56% ภายในปี 2030 ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งภาคธุรกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
สำหรับภาคธุรกิจ “ประสิทธิภาพ” คือหัวใจสำคัญ และน้ำจะยิ่งมีบทบาทจำเป็นต่อการดำเนินงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่องว่างด้านน้ำจืดไม่ใช่วิกฤตที่ต้องหวาดกลัว แต่คือโอกาสในการเป็นผู้นำ หากธุรกิจกล้าตัดสินใจและลงมือทำตั้งแต่วันนี้
น้ำคือรากฐานของชีวิตและเศรษฐกิจ ทุกนวัตกรรม ทุกอุตสาหกรรม และทุกชีวิต ล้วนพึ่งพาน้ำ เเต่หากนำน้ำจืดทั้งหมดบนโลกมารวมกัน จะมีปริมาตรเทียบเท่าฟองน้ำทรงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 35 ไมล์ ขนาดใกล้เคียงนครลอสแอนเจลิส และแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI
การวิเคราะห์ของ Ecolab ระบุว่า ภายในปี 2030 การใช้พลังงานต่อปีของ AI จะมีขนาดใกล้เคียงกับการใช้พลังงานของประเทศอินเดีย ขณะที่การใช้น้ำจะเทียบเท่ากับความต้องการน้ำดื่มทั้งปีของประชากรสหรัฐอเมริกา ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ทุกแห่ง ล้วนเพิ่มแรงกดดันให้กับทรัพยากรที่ตึงตัวอยู่แล้ว
สถานที่เหล่านี้ไม่ได้ต้องการเพียงพลังงานเท่านั้น แต่ยังต้องใช้น้ำเพื่อให้พลังงานนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พลังงานก่อให้เกิดความร้อน และเพื่อป้องกันไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ร้อนเกินไป ระบบหล่อเย็นจึงต้องใช้น้ำในการรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมของแร็กและชิป
การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน เนื่องจากต้องใช้น้ำบริสุทธิ์พิเศษที่สะอาดกว่าน้ำสำหรับอุตสาหกรรมยา ถึง 1,000 เท่า เพื่อผลิตชิปที่ขับเคลื่อนโลกอนาคต น้ำจึงเป็น “ตัวเชื่อมที่มองไม่เห็น” ระหว่างพลังงานกับประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูล
AI กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมและมอบศักยภาพความก้าวหน้าอย่างมหาศาล แต่ AI ไม่สามารถเติบโตได้หากปราศจากน้ำ หากโลกไม่สามารถจัดการปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ คำมั่นสัญญาของ AI และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตามมาอาจหยุดชะงัก
ปัจจุบัน น้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่มีสัดส่วนไม่ถึง 12% และในอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่านั้นอีก น้ำเสียไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คือข้อบกพร่องด้านวิศวกรรม น้ำทุกแกลลอนที่ถูกปล่อยทิ้ง คือโอกาสที่สูญเสียไปในการสร้างการเติบโต ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน
โซลูชันน้ำแบบหมุนเวียน (Circular Water Solutions) ที่เน้นการบำบัด การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการหมุนเวียนน้ำ เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติทำมาเป็นเวลาหลายพันล้านปี คือคำตอบ การจัดการน้ำแบบหมุนเวียนช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ประหยัดพลังงาน และเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิต งานวิจัยของ Ecolab ระบุว่า พลังงานสูงสุดถึง 75% ของโรงงานผลิตหนึ่งแห่งเกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ ดังนั้น เมื่อประหยัดน้ำได้ ก็เท่ากับประหยัดพลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ
ผลการศึกษาล่าสุด Ecolab Watermark Study ชี้ว่า แม้คนส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความต้องการพลังงานของ AI แต่มีสัดส่วนที่น้อยกว่ามากที่เข้าใจรอยเท้าน้ำของ AI ในสหรัฐอเมริกา มีเพียง 46% ของผู้บริโภคที่ตระหนักถึงปริมาณน้ำที่จำเป็นต่อการทำงานของ AI เทียบกับ 55% ที่รับรู้ถึงการใช้พลังงาน
ผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่า การจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด เช่น การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล ควรเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นว่าบริษัทและภาครัฐกำลังดำเนินการอย่างเพียงพอยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยอยู่ราว 40% ในหลายภูมิภาค
ช่องว่างด้านความเชื่อมั่นนี้ชัดเจน ผู้บริโภคคาดหวังเทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลกควบคู่กับการดำเนินการที่โปร่งใส ธุรกิจที่สามารถมอบทั้งสองสิ่งนี้ได้ จะได้รับความไว้วางใจ กระตุ้นนวัตกรรม และปลดล็อกการเติบโต
เหตุผลทางธุรกิจของการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน
บริษัทเพียง 150 แห่ง มีอิทธิพลต่อการใช้น้ำของโลกถึงหนึ่งในสาม นั่นหมายความว่า ผลกระทบเชิงบวกในระดับโลกอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง Ecolab ได้เห็นศักยภาพที่เกิดขึ้นจริง เมื่อธุรกิจนำแนวคิดการจัดการน้ำแบบหมุนเวียนมาใช้ ตัวอย่างเช่น
Nestlé ในบราซิล สามารถประหยัดน้ำจืดได้ 175,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเทียบเท่าความต้องการน้ำดื่มต่อปีของประชากรกว่า 159,000 คน ผ่านความร่วมมือกับ Ecolab ในพื้นที่ที่การขาดแคลนน้ำเป็นภัยต่อชุมชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงการนี้ยังช่วยลดต้นทุนรวมได้ถึง 253,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
Digital Realty ในสหรัฐอเมริกา กำลังทดสอบโซลูชันน้ำที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อลดการใช้น้ำในศูนย์ข้อมูล เมื่อดำเนินการเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำได้สูงสุด 15% ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ และหลีกเลี่ยงการดึงน้ำดื่มจากแหล่งน้ำท้องถิ่นได้ถึง 126 ล้านแกลลอนต่อปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง