

KEY
POINTS
การขับเคลื่อนภาคใต้สู่เมืองสีเขียว เมืองพลังงานสะอาด และเมืองสุขภาพระดับนานาชาติ ภายในปี 2040 ถูกประกาศในการแถลงข่าวจัดงานใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งประเด็นการจัดการขยะอาหารได้กลายเป็นโจทย์ยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากปริมาณเศษอาหารที่เกิดขึ้นจริงกำลังสร้างภาระเกินศักยภาพระบบกำจัดปลายทางของเมืองในปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ร่วมกับกฎบัตรไทย สมาคมการผังเมืองไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพันธมิตรภาคธุรกิจ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน Thailand Greenest Cities Forum & Expo @Phuket 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย. 2569 การจัดงานในครั้งนี้
มีหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่ภาคใต้ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองสีเขียว เมืองพลังงานสะอาด และเมืองสุขภาพระดับนานาชาติ โดยหนึ่งในเป้าหมายระยะยาวปี 2040 ที่คณะผู้จัดงานได้ประกาศร่วมกัน คือการผนึกกำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 50 แห่ง ในการมุ่งเป้าลดปริมาณขยะอาหารในจังหวัดภูเก็ตให้ได้ 80%
นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลเลี่ยน อินโนเวชั่น จำกัด หนึ่งในผู้เข้าร่วมงาน ระบุว่า การลดขยะอาหารตามเป้าหมายข้างต้นมีความเป็นไปได้จริง แต่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการย้ายจุดจัดการขยะอาหารมาอยู่ที่ต้นทาง เนื่องจากระบบการจัดการขยะที่ปลายทางในปัจจุบันไม่สามารถรองรับปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ได้อีกต่อไป
เมื่อพิจารณาข้อมูลสาธารณะพบว่า ขยะมูลฝอยจากทั่วเกาะภูเก็ตถูกส่งเข้าสู่ศูนย์กำจัดมูลฝอยที่สะพานหินวันละประมาณ 1,200 ถึง 1,300 ตัน ในขณะที่ศักยภาพของเตาเผาขยะสามารถรองรับได้เต็มที่เพียงวันละ 700 ตัน ส่งผลให้มีขยะส่วนเกินอีกวันละ 500 ถึง 600 ตัน ที่ต้องนำไปจัดการด้วยวิธีการฝังกลบ
เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่าขยะอาหารคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39% ของขยะมูลฝอยชุมชน จึงประมาณการได้ว่าจังหวัดภูเก็ตมีปริมาณเศษอาหารเกิดขึ้นสูงถึงวันละ 470 ถึง 500 ตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปริมาณขยะส่วนเกินที่ต้องนำไปฝังกลบในแต่ละวันอย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณขยะที่ล้นเตาเผาลงสู่บ่อฝังกลบทุกวันกับปริมาณเศษอาหารที่เกิดขึ้นในภูเก็ตมีความสอดคล้องกันอย่างมาก หากสามารถจัดการเศษอาหารที่ต้นทางได้เพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมด ภูเก็ตแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการฝังกลบขยะ และไม่จำเป็นต้องรอการก่อสร้างเตาเผาหัวที่สองในอนาคต
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงมีการเสนอแนวทางปฏิบัติภายใต้หลักการ "แยก ย่อย ใช้" โดยเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ก่อขยะรายใหญ่ ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้
ขั้นตอนแรก คือ "แยก" โดยต้องเริ่มต้นจัดการที่กลุ่มผู้ก่อขยะรายใหญ่ ได้แก่ ตลาดสด โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา เนื่องจากแหล่งกำเนิดขยะเหล่านี้มีจำนวนจุดไม่มาก แต่มีปริมาณขยะอาหารต่อจุดในสัดส่วนที่สูง
ขั้นตอนที่สอง คือ "ย่อย" ด้วยบริบทของภูเก็ตที่มีลักษณะเป็นเกาะ ทำให้การขนส่งขยะออกไปจัดการนอกพื้นที่มีต้นทุนที่สูงมาก จึงควรดำเนินการย่อยสลายหรือจัดการขยะ ณ จุดกำเนิดเพื่อลดน้ำหนักและปริมาณขยะลงทันที
ขั้นตอนที่สาม คือ "ใช้" ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มักถูกมองข้าม หากสิ่งของที่ผ่านการย่อยแล้วไม่มีปลายทางรองรับในการนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง สิ่งที่ทำลงไปจะเป็นเพียงการย้ายกองขยะ ไม่ใช่การกำจัดขยะ ดังนั้นจึงต้องมีการจับคู่ผลผลิตที่ได้จากการย่อยเศษอาหารเข้ากับงานภูมิทัศน์เมืองและภาคการเกษตรกรรมตั้งแต่วันแรกเริ่ม พร้อมกันนี้ยังได้เสนอให้มีการนำกลไกค่าธรรมเนียมขยะแบบแปรผันตามปริมาณมาใช้ ซึ่งเป็นกลไกที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกเป็นข้อบัญญัติขึ้นมาบังคับใช้ได้เองในระดับพื้นที่
สำหรับประเด็นการสนับสนุนมาตรการอาคารเขียวนั้น นายเนวินธุ์ แสดงความเห็นด้วยต่อข้อกำหนดที่มุ่งเน้นให้อาคารใหม่เป็นอาคารเขียว แต่ได้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน หรือ Building Energy Code (BEC) บังคับใช้กับอาคารสร้างใหม่ 9 ประเภทที่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป มาตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2566 แล้ว
ดังนั้น โจทย์สำคัญในปัจจุบันจึงไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเดิมและการยกระดับมาตรฐานให้มีประสิทธิภาพ โดยเสนอให้มีการออกแบบข้อกำหนดออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับบังคับขั้นต่ำ ระดับสร้างจูงใจสำหรับส่วนเกินมาตรฐาน และการใช้มาตรฐานรับรองที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีการจำแนกความแตกต่างระหว่างอาคารเขียวและเมืองเขียว โดยระบุว่าอาคารเขียวเป็นการจัดการพลังงานและน้ำภายในรั้วอาคาร ส่วนเรื่องของขยะ ระบบการขนส่ง และพื้นที่สีเขียวจะอยู่นอกรั้วอาคาร ดังนั้น สมการของเมืองเขียวจึงเท่ากับอาคารเขียวบวกกับระบบเมือง
ในส่วนของแนวทางการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ได้มีการเสนอมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1. ด้านทุน โดยเสนอให้มีการขยายขอบเขตสินเชื่อสีเขียวให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการ SME และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2. ด้านมาตรฐาน โดยเสนอให้มีการออกเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัสดุปลูกที่ผลิตจากเศษอาหารเป็นการเฉพาะ เนื่องจากเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับวัสดุประเภทนี้ ส่งผลให้ผลผลิตที่แปรรูปได้ไม่มีปลายทางที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับ
3. ด้านกติกา โดยเสนอให้มีการออกข้อกำหนดในระดับชาติเพื่อบังคับให้ผู้ก่อขยะรายใหญ่ต้องทำการแยกเศษอาหาร แล้วมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ในการบังคับใช้ในระดับพื้นที่
ขณะเดียวกัน ในภาคการปฏิบัติของภาคเอกชน ได้มีการวางกรอบการทำงานไว้ 3 แกนหลัก ได้แก่ Zero Leak หรือการยืดอายุอาคารเดิม เนื่องจากอาคารที่ไม่ต้องรื้อถอนและสร้างใหม่ถือเป็นอาคารที่เขียวที่สุด Zero Heat หรือการลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคาร และ Zero Waste หรือการจัดการเศษอาหาร ณ จุดกำเนิด
โดยมีเทคโนโลยีและระบบที่ได้รับการติดตั้งใช้งานจริงแล้ว เช่น ระบบ Z'Food Zero Waste ซึ่งเป็นระบบแปรรูปเศษอาหารเป็นวัสดุปรับปรุงดินภายใน 24 ชั่วโมง รองรับทั้งเศษผัก อาหารปรุงสุก เปลือกไข่ และกระดูก ซึ่งได้มีการติดตั้งใช้งานแล้วที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
นอกจากนี้ยังมีระบบ Landscape Engineering System ซึ่งเป็นระบบวิศวกรรมภูมิทัศน์สำหรับสวนบนโครงสร้างและพื้นที่สีเขียวในเมือง ระบบ AquaTank ซึ่งเป็นกล่องโมดูลาร์รับน้ำหนักสูงผลิตจากพอลิโพรพีลีนรีไซเคิล สำหรับใช้หน่วงและกักเก็บน้ำฝนใต้ดินบริเวณลานกว้าง สนามหญ้า สวนรับน้ำฝน และลานจอดรถแบบซึมน้ำ
รวมถึงระบบ ZiB ROOF ซึ่งเป็นระบบหลังคาโครงสร้างเหล็กน้ำหนักเบา ปิดผิวด้วยเมทัลชีทและเมมเบรนกันซึม TPO ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงอาทิตย์ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศและรองรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โดยบริษัท ซิลเลี่ยน อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้ทำหน้าที่ออกแบบ จัดหา และติดตั้งระบบรวมถึงวัสดุสำหรับอาคารเขียวและระบบจัดการเศษอาหารภายในอาคารดังกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง