

In Brief
ในวันที่ “สหรัฐอเมริกา” ตัดสินใจชะลอการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน และหันกลับมาเน้นการใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศ อีกฟากหนึ่งของโลก “สหภาพยุโรป (EU)” กลับเดินหน้าในทิศทางตรงข้าม ยุโรปกำลังยกระดับบทบาทผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรการที่เข้มข้นที่สุดในโลก คือ “ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน” หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บภาษีสินค้านำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิต
CBAM ถือเป็นหนึ่งในหัวใจของนโยบาย Green Deal ของ EU ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 มาตรการนี้ไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคอุตสาหกรรมในยุโรป แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าจำนวนมากเข้าสู่ตลาดยุโรป
มาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ “เกมใหม่ของการค้าโลก” ที่จะเปลี่ยนต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกทุกประเทศ
เหลือเวลาไม่ถึงสามเดือนก่อนเริ่มบังคับใช้ CBAM มาตรการแรกของโลกที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน “การรั่วไหลของคาร์บอน” จากโรงงานในยุโรปที่ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎสิ่งแวดล้อมอ่อนกว่า
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า 6 อุตสาหกรรมนำร่องที่จะโดนภาษีก่อน ได้แก่ อะลูมิเนียม, เหล็กและเหล็กกล้า, ปุ๋ย, ซีเมนต์, ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ในบรรดา 6 อุตสาหกรรม 'เหล็ก' จัดเป็นสินค้าที่มีความเปราะบางสูง เเละจะต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM” เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนของสินค้านำเข้า โดยราคาของใบรับรองจะอิงจากราคาตลาดคาร์บอนในระบบ EU Emissions Trading System (ETS) ซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 80 ยูโรต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือราว 3,040 บาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลกระทบจากมาตรการนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ากว่า 28,000 ล้านบาทภายในปี 2030
และช่วงปี 2025–2030 จะกลายเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ” ของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัว
ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเริ่มขยับเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับกติกาใหม่ ตั้งแต่การเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint of Product: CFP) การใช้พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ตลาดยุโรป แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรสีเขียวที่ลูกค้าทั่วโลกให้ความสำคัญ หนึ่งในบริษัทที่เดินหน้าปรับตัวคือ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องดื่มรายใหญ่ของไทย ที่มองว่า CBAM คือสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจต้องยกระดับสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
นายกิตติ วชิรจิรากร รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาษีนำเข้าเป็นเรื่องสำคัญกับผู้ขายในต่างประเทศ สำหรับโรแยล พลัส เป็นผู้ผลิตที่ส่งออกไปยัง ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ที่อยู่ต่างประเทศ เรื่องนี้จึงสำคัญมาก ในแง่ของภาษี CBAM ของยุโรป เป็นภาษีที่เกี่ยวกับเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัว โดยโรแยล พลัสเริ่มจัดทำฐานข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการขนส่งสินค้าออกนอกประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท
บริษัทพยายามที่จะเริ่มพิจารณาการวิเคราะห์เรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากตัวผลิตภัณฑ์ ในปีนี้ ทาง Plus มีนโยบายเริ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัว CFP Carbon Footprint สำหรับ ผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการคำนวณ แล้วก็ส่งออกไปยังให้กับลูกค้าที่ยุโรป ซึ่งคิดว่าถ้ามีการเตรียมความพร้อมก็จะช่วยในแง่ของการลดเรื่องของต้นทุนที่เกิดจากภาษีที่มาจากความกังวลเรื่องก๊าซเรือนกระจก
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าปรับระบบการผลิตให้สะอาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการลดน้ำหนักขวดแก้วจาก 185 กรัมเหลือ 175 กรัม ช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุดิบและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงราว 18% ต่อขวด รวมถึงเริ่มทดลองใช้ พลาสติกรีไซเคิล (RPT) ในบรรจุภัณฑ์สัดส่วน 30% เพื่อรองรับความต้องการของตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากวัสดุหมุนเวียน
เทรนด์ของลูกค้าโดยเฉพาะในยุโรปเริ่มหันมาใช้พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้น ปัจจุบันได้ทดลองใช้ RPT (Recycled Plastic) ที่มีสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิล 30% และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการส่งออกที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลในสัดส่วนเดียวกัน แม้ว่าต้นทุนการผลิตยังค่อนข้างสูง แต่มองว่าในอนาคต หากผู้ประกอบการหันมาใช้พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้น ต้นทุนโดยรวมจะค่อย ๆ ลดลง และจะกลายเป็นแนวโน้มที่ดีในระยะยาว
พลาสติกรีไซเคิล เทรนด์ใหม่ของตลาดยุโรป
นอกจากนี้ โรแยล พลัส ยังได้ติดตามนโยบายในยุโรปที่เปิดให้ผู้ผลิตนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ ปัจจุบันผู้ผลิตในยุโรปที่ใช้บรรจุภัณฑ์จากประเทศของตนเองสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้โดยตรง
ในกรณีของเราที่ส่งออกจากประเทศไทย ต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนขนส่งและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจด้วย เรามองว่าการทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลในประเทศผู้นำเข้าได้ จะช่วยลดต้นทุนลง แต่การจะทำได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบการจัดการตั้งแต่ปลายทาง คือหลังการบริโภค ไปจนถึงกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างครบวงจร
แน่นอนว่าการปรับตัวเหล่านี้มาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น สำหรับผู้ประกอบการ นั่นคือความท้าทายสำคัญ แต่ในอีกมุมหนึ่ง โรแยล พลัส มองว่า ต้องเริ่มจากการให้ความรู้กับผู้บริโภค เพราะก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่สิ่งที่เห็นผลกระทบโดยตรง แต่ส่งผลต่อส่วนรวม การสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงของการแยกขยะ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ และการลดการใช้พลาสติก เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ “ถุงผ้า” เมื่อมีการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้น เช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์ หากสามารถสร้างความเข้าใจและรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าจากวัสดุรีไซเคิลได้มากขึ้น พวกเขาก็จะค่อย ๆ ปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรมตาม
ภาครัฐต้องหนุนทั้งวิจัย–ภาษี–โครงสร้างอุตสาหกรรม
ในส่วนนโยบายภาครัฐ การส่งเสริมด้านรีไซเคิลยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ภาครัฐควรมีบทบาทในการวิจัยและสนับสนุน ขณะที่ภาคเอกชนมีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติจริง หากสามารถสร้างโครงการร่วมกันได้ เช่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทดลองแนวทางใหม่ ๆ จะช่วยให้การรีไซเคิลเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ภาคเอกชนเริ่มขยับแล้ว เช่น การรับซื้อขยะกลับมาแยกและรีไซเคิล แต่สิ่งที่ยังต้องการคือ แรงสนับสนุนจากนโยบายรัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิลให้ขยายตัว เพราะในปัจจุบัน ปริมาณขยะมีจำนวนมาก แต่โรงงานรีไซเคิลยังมีน้อยเกินไป หากไม่เร่งขยายกำลังการผลิต ระบบหมุนเวียนจะไม่ทันต่อปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
ส่วนประเด็นของวัสดุ “ย่อยสลายได้” โรแยล พลัส มองว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ทันที แต่ต้องยอมรับว่ามีต้นทุนสูง เพราะต้องอาศัยงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนา การใช้ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายจึงควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียม เพื่อให้สามารถตั้งราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตได้
ผมเชื่อว่าการต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันสนับสนุนงานวิจัยเพื่อให้การใช้วัสดุย่อยสลายและรีไซเคิลเกิดขึ้นได้จริงในเชิงพาณิชย์
กลยุทธ์ โรแยล พลัส กับการเติบโตของธุรกิจ
ในส่วนของกลยุทธ์ทางธุรกิจ โรแยล พลัส ยังคงยึดตามวิสัยทัศน์ “Quality of Life for All” โดยมีพันธกิจหลักสามข้อคือ Business Plus Value, Work Plus Happiness, และ Heart Plus Love
Business Plus Value คือการสร้างคุณค่าให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีกำไร พร้อมส่งต่อคุณค่านั้นกลับไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เริ่มจากพนักงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร เราให้ความสำคัญกับแนวคิด Work Plus Happiness ทำอย่างไรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ได้พัฒนาตัวเอง และเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ทั้งในด้านทักษะ นวัตกรรม และการแบ่งปันประสบการณ์
เมื่อพนักงานมีความสุขและองค์กรเติบโต มิติสุดท้ายคือ Heart Plus Love ซึ่งหมายถึงการตอบแทนกลับคืนสู่สังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
โรแยล พลัส ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บนโรงงาน เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของการใช้พลังงานทั้งหมด พร้อมปรับเปลี่ยน รถโฟล์กลิฟต์กว่า 20 คัน ให้ใช้ระบบแบตเตอรี่ลิเธียมแทนน้ำมัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญคือ เรามองว่าการลดคาร์บอนต้องอาศัยความร่วมมือกับคู่ค้าด้วย เราได้รับความร่วมมือจากซัพพลายเออร์ในการลดปริมาณเศษแก้ว และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การใช้ RPT และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดโลกไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการปรับระบบ Boiler จากน้ำมันเตาเป็นชีวมวล (Biomass) โดยใช้กะลาปาล์มเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งนอกจากช่วยลดต้นทุนพลังงานแล้ว ยังสอดรับกับแนวทาง “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ที่นำของเหลือจากภาคเกษตรกลับมาใช้ใหม่
สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หยุดแค่การวัด แต่ต้องลงมือลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอน เช่น การเปลี่ยนจาก Boiler แบบใช้น้ำมันเตา มาเป็น Biomass Boiler ที่ใช้กะลาปาล์ม ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมากกว่า หากเราสามารถปรับการใช้พลังงานให้เป็น Clean Energy เช่น พลังงานลมหรือแสงอาทิตย์มากขึ้น ก็จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้จริงในอนาคต
โรแยล พลัส ยังมีแผนขยายความร่วมมือกับคู่ค้าและชุมชนในพื้นที่รอบโรงงาน เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ ตั้งเป้าให้เป็น “ห่วงโซ่การผลิตคาร์บอนต่ำ” ครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำจนถึงสินค้าปลายน้ำ
ผลกระทบของบริษัทมีผลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างชุมชนที่อยู่ละแวกเดียวกับเรา ก็มีการจ้างแรงงาน สร้างรายได้ให้ซึ่งปัจจุบันก็มีโครงการที่ร่วมกับทางภาค ภาคชุมชน รวมถึงสถาบันการศึกษารวมถึงภาครัฐบาลด้วย ที่เข้ามาส่งเสริมรายได้ให้เป็น Circular Economy
สุดท้ายเเล้ว การปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจาก CBAM เท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคและคู่ค้าต่างให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
สหภาพยุโรปกำหนดการเข้าสู่ระบบ CBAM ไว้ 3 ช่วงเวลา
ช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period) ระหว่าง 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผู้นำเข้าต้องเปิดเผยปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้า แต่ยังไม่จำเป็นต้องมีการซื้อใบรับรองคาร์บอน
ช่วงการบังคับใช้จริงบางส่วน (Definitive Period)ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2576 ในช่วงเวลานี้เฉพาะผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการ CBAM ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถนำเข้าสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้สหภาพยุโรปยังแจกสิทธิการปล่อยคาร์บอนฟรี (Free Allocation) ให้แก่โรงงานหรือกิจการบางประเภทโดยไม่ต้องซื้อสิทธิเองเพื่อลดผลกระทบต้นทุนและป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกสหภาพยุโรป แต่สิทธินี้จะถูกยกเลิกทั้งหมดเมื่อเข้าสู่ช่วงการใช้ CBAM เต็มรูปแบบ (Fully Effective Period)
ช่วงการบังคับใช้ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ (Fully Effective Period) ซึ่งจะเริ่ม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2577 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปและผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวข้างต้นจะต้องจ่ายค่าคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยจริงทั้งหมด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง