

KEY
POINTS
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินงานเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจและความยั่งยืนแก่องค์กรและสังคมไทย ปัจจุบันดำเนินกิจการ 5 ธุรกิจหลัก ที่ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ต้นนํ้าไปยังปลายนํ้า พร้อมด้วย 1 สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ
การขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3 ปี (2569-2571) นี้ จะมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลและความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ จากการขยายการเติบโตสู่ธุรกิจไฮโดรคาร์บอนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและเสถียรภาพให้กับพอร์ตโฟลิโอการลงทุน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีนี้ (2569-2571) กลุ่มบริษัทจะใช้เงินลงทุนประมาณ 45,000 ล้านบาท งบส่วนใหญ่ 64% หรือประมาณ 29,000 ล้านบาท จะถูกจัดสรรให้กับกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า
ขณะที่งบลงทุน 8,700 ล้านบาท หรือสัดส่วน 20 % จะมุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อขยายแหล่งผลิต นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติทั้งในนอร์เวย์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ได้รับการจัดสรร 3,800 ล้านบาท หรือสัดส่วน 8% เพื่อต่อยอดโครงการโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาและสปป.ลาว สำหรับงบที่เหลือแบ่งเป็น 2,700 ล้านบาท สัดส่วน 6% สำหรับกลุ่มธุรกิจใหม่และการถือหุ้น และอีก 800 ล้านบาท หรือสัดส่วน 2% สำหรับธุรกิจการค้านํ้ามัน (Trading) ที่กำลังทวีความสำคัญมากขึ้นในเวทีโลก
ทั้งนี้ งบลงทุนดังกล่าว หากแบ่งตามประเภทการลงทุน จะประกอบด้วยงบซ่อมบำรุง (Maintenance) 22,000 ล้านบาท งบโครงการที่อยู่ในแผนงาน (Pipeline Project) 16,000 ล้านบาท และงบสำหรับการเติบโต (Growth) 7,000 ล้านบาท
ขณะที่ในปี 2569 นี้ จะใช้งบลงทุนราว 22,600 ล้านบาท ซึ่งงบส่วนใหญ่สัดส่วนราว 53% จะถูกนำมาใช้ในโครงการตามแผนงาน (Pipeline Project) วงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท รองลงมา 32% เป็นงบซ่อมบำรุง (Maintenance) ประมาณ 7,300 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับสร้างการเติบโต (Growth) ในสัดส่วน15% หรือประมาณ 3,300 ล้านบาท
สำหรับการจัดสรรงบลงทุนตามกลุ่มธุรกิจในปี 2569 ส่วนใหญ่จำนวน 15,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 69% จะถูกใช้ในกลุ่ม ธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ (Refinery & Marketing & Biofuels) โดยใช้สำหรับการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong (CHK) ประมาณ 9,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับบริษัทสู่การเป็นผู้ดำเนินการในระดับภูมิภาคและสากล
ส่วนที่เหลือลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ Catalyst Switching on the Fly ในเฟสสุดท้ายที่จะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 เพื่อช่วยให้โรงกลั่นสามารถสลับตัวเร่งปฏิกิริยาได้โดยไม่ต้องหยุดหน่วยกลั่น เพิ่มโอกาสในการใช้นํ้ามันดิบจากแหล่งที่ราคาถูกลงและยืดอายุการใช้งานเครื่องจักร รวมถึงโครงการปรับปรุงคลังนํ้ามันและสิ่งอำนวยความสะดวกในการถ่ายนํ้ามันดิบ (Crude Discharging Facilities) ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ระหว่างโรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา และการขยายกำลังผลิตของโรงผสมยางมะตอยเกรดพรีเมียม (Premium Asphalt Grade Blending Plant) ที่จะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในตลาดอุตสาหกรรม
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะที่กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ จะใช้เงินลงทุนราว 3,000 ล้านบาท เพื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตของปริมาณการผลิต นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติ ที่ตั้งเป้าหมายปริมาณการผลิตนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 31,000 -35,000 บาร์เรลเทียบเท่านํ้ามันดิบต่อวัน และปี 2570 เพิ่มเป็น 37,000-41,000 บาร์เรลเทียบเท่านํ้ามันดิบต่อวัน โดยมีการลงทุนหลักในโครงการเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ ของ OKEA ในนอร์เวย์ เช่น โครงการ Bestla และโครงการ Sognefjord East รวมถึงการรุกเข้าสู่ตลาด E&P ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกผ่านการเข้าถือหุ้น 30% ใน Block G2/65 ในอ่าวไทยร่วมกับเชฟรอน
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน (Power and Infrastructure) มีแผนใช้เงินลงทุน 2,500 ล้านบาท เพื่อต่อยอดโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 2234 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในไตหวัน
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งงบลงทุนไว้สำหรับกลุ่ม ธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ 1,300 ล้านบาท มุ่งสร้างการเติบโตสู่อนาคตผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์และด้านนวัตกรรม รวมทั้งมีสถาบันเทคโนโลยีนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับเทคโนโลยีและการเติบโตของธุรกิจใหม่ในระยะยาว และกลุ่มธุรกิจการค้านํ้ามัน (Trading) อีก 200 ล้านบาท เพื่อขยายฐานการค้าและเข้าถึงตลาดในระดับสากลมากขึ้น
ส่วนความคืบหน้าโครงการผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 7,000 บาร์เรลต่อวัน (หรือ 1 ล้านลิตรต่อวัน) และมีความยืดหยุ่นในการเลือกผลิตทั้ง SAF และนํ้ามันดีเซลชีวภาพ (HVO) ( SAF สัดส่วน 90% และ Bio-Naphtha/HVO สัดส่วน 10%) โดยนํ้ามันที่ผลิตได้จะสอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลอย่าง ISCC และ ICAO ซึ่งกลุ่มบางจากตั้งเป้าหมายที่จะส่งมอบ SAF เที่ยวปฐมฤกษ์ (COD) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา เพื่อรองรับการเริ่มบังคับใช้สัดส่วนการผสมนํ้ามัน SAF (SAF Blending Mandate) ที่มีแนวโน้มขยายตัวทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต ร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero รองรับการเติบโตของตลาดเชื้อเพลิงการบินคาร์บอนตํ่าทั้งในประเทศและระดับสากล
ทั้งนี้ บางจากมีเป้าหมายการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อยู่ที่ 7,000 บาร์เรลต่อวัน และตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จะตั้งเป้าการผลิตต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 7,000 บาร์เรลต่อวัน โดยมีลูกค้าที่แสดงความพร้อมรับซื้อผลิตภัณฑแล์ว เช่น Shell หรือ Repsol เป็นต้น และมองหาโอกาสการส่งออกไปยังตลาดฮ่องกงที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1-2% สำหรับเที่ยวบินที่ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงภายในปี 2573
ข่าวที่เกี่ยวข้อง