

KEY
POINTS
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางการผลักดันนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะต่อไป ภายใต้ พ.ร.ก.การกู้เงินที่ถูกนำมาใช้สนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ
ดร.สิริภา จุลกาญจน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ERI) ในสัมภาษณ์พิเศษกับ ฐานเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีเม็ดเงินหรือมาตรการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่คำถามสำคัญว่า “ใคร” จะสามารถเข้าถึงเงินทุนเหล่านี้ได้จริง
ดร.สิริภา อธิบายว่า แนวทางที่กำลังถูกผลักดันในเวลานี้ คือการนำเงินกู้มาปล่อยต่อในรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ มองว่า ระบบการปล่อยกู้ยังคงยึดโยงกับเงื่อนไขด้านเครดิตทางการเงินเป็นหลัก ซึ่งทำให้คนที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง อาจยังคงเป็นคนบางกลุ่มเท่านั้น
ในทางปฏิบัติ มาตรการสินเชื่อนี้อาจจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ที่มีความพร้อมทางการเงิน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงพิจารณาอนุมัติเงินกู้จากประวัติและขีดความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก
ดร.สิริภาชี้ว่า หากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เข้าไปปรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อ ก็มีโอกาสที่มาตรการสนับสนุนดังกล่าวจะตกอยู่กับกลุ่มคนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว มากกว่าจะกระจายไปถึงคนที่ต้องการเข้าถึงพลังงานสะอาดจริง ๆ
หากภาครัฐไม่เข้ามากำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการปล่อยกู้ให้ยืดหยุ่นขึ้น เม็ดเงินสนับสนุนดังกล่าวก็อาจตกอยู่กับกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่มีเครดิตดีอยู่แล้ว แทนที่จะกระจายไปสู่กลุ่มผู้ที่ต้องการลดภาระค่าไฟอย่างแท้จริง
จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดร.สิริภา ระบุว่าพบปัญหาการเข้าถึงพลังงานสะอาดของกลุ่มเปราะบางอยู่ไม่น้อย แม้คนจำนวนหนึ่งจะต้องการใช้โซลาร์เซลล์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่กลับติดข้อจำกัดหลายด้าน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย เพราะการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านจำเป็นต้องอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าของ ทั้งตัวบ้านและพื้นที่หลังคา
ข้อจำกัดที่สำคัญประการแรกคือ 'กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย' (Ownership) เนื่องจาก การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของอาคารหรือสถานที่ ทำให้กลุ่มผู้เช่าบ้าน หรือผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด/คอนโดมิเนียม ไม่สามารถติดตั้งหรือเข้าถึงพลังงานสะอาดในรูปแบบปัจเจคบุคคลได้ แม้จะมีความต้องการก็ตาม
ดร.สิริภาอธิบายว่า คนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองและต้องอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แม้จะต้องการใช้งานก็ตาม ไม่เพียงเฉพาะผู้เช่าบ้านเท่านั้น
ดร.สิริภา ยังชี้ให้เห็นว่า คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมก็เผชิญข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน เพราะไม่มีพื้นที่สำหรับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ของตนเอง จึงยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในรูปแบบที่เป็นการลงทุนรายบุคคลได้ แม้จะมีความต้องการใช้งานก็ตาม
ท้ายที่สุด ดร.สิริภา มองว่า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดหย่อนภาษี หรือมาตรการสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ หากมองตามความเป็นจริงแล้ว ก็อาจยังไม่สามารถกระจายโอกาสการเข้าถึงไปสู่คนส่วนใหญ่ได้มากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดหย่อนภาษี หรือว่าการกู้
ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือ ก็อาจจะไม่ได้แพร่กระจายแบบ ไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงในการติดโซลาร์ได้มากนัก
ในมุมของความคุ้มค่าในการลงทุน ดร.สิริภา มองว่า ปัจจุบันกลุ่มคนที่ตัดสินใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่ ยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างดี และมีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตไฟของโซลาร์ สำหรับการลงทุนในระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเพื่อใช้ไฟฟ้านอกเวลากลางวันนั้น ปัจจุบันยังคงมีต้นทุนที่สูงมาก จึงยังไม่คุ้มทุนสำหรับภาคครัวเรือนหรือผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วได้ประโยชน์สูงสุดยังคงจำกัดเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าสูงในเวลากลางวันเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ คนที่ตัดสินใจติดตั้งส่วนใหญ่จึงมักเป็นกลุ่มที่สามารถบริหารการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้ หรือมีรูปแบบการใช้พลังงานที่สอดคล้องกับระบบโซลาร์ เช่น การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในเวลากลางวัน
ทำให้คนที่ตัดสินใจติด ก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างมีรายได้ มีการใช้โหลดช่วงกลางวัน หรือว่ามีความสามารถในการจัดการโหลดในช่วงกลางวันได้ อย่างมี EV แล้วสามารถจะบริหารจัดการ การชาร์จ EV ช่วงกลางวันได้ ก็คุ้มที่จะติด
ในมุมของการช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อย ดร.สิริภา มองว่า การผลักดันให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์อาจไม่ใช่คำตอบเดียว หรืออาจไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดสำหรับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ปัจจุบันมีการใช้ไฟฟ้าในระดับไม่สูงมากนัก ซึ่งปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยอยู่แล้ว ผ่านรูปแบบการอุดหนุนหรือยกเว้นค่าไฟบางส่วน ทำให้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การติดตั้งโซลาร์เซลล์อาจยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับคนกลุ่มนี้
การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีขนาดการใช้ไฟขั้นต่ำที่จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า ซึ่งโดยทั่วไป ระบบที่นิยมติดตั้งในปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลวัตต์ หากมีขนาดเล็กกว่านั้น ภาคเอกชนจำนวนมากอาจมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนติดตั้ง
โดยมาองว่าจึงกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของการผลักดันพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อย ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบรายบุคคลได้ง่ายนัก
อย่างไรก็ตาม ดร.สิริภา มองว่า ยังมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการให้ประชาชนติดตั้งระบบเอง เช่น รูปแบบการใช้พลังงานร่วมกัน หรือการที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนและรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่ระบบในภาพรวม
อีกแนวทางหนึ่งคือ การที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เข้าสู่ระบบไฟฟ้าในระยะยาว ผ่านโครงการขนาดใหญ่ เช่น โซลาร์ฟาร์ม วิธีดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนสามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนติดตั้งระบบด้วยตนเอง
ดร.สิริภา กล่าวว่า ในต่างประเทศมีรูปแบบการจัดการพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และเงินทุน เช่น การรวมกลุ่มกันในลักษณะสหกรณ์พลังงาน เพื่อร่วมกันลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ส่วนกลาง ก่อนจะแชร์การใช้ไฟฟ้าร่วมกัน
ถ้าเมืองนอกก็จะมีการแชร์ มีพื้นที่ทำเป็นสหกรณ์แล้วก็แบบเหมือนแชร์เงินมาติดตั้งในพื้นที่แล้วก็แชร์ไฟฟ้ากันก็จะมีหลายรูปแบบ
ดร.สิริภา อธิบายว่า โมเดลลักษณะนี้จะสามารถช่วยปิดช่องว่างของคนที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด แต่ติดข้อจำกัดทั้งด้านกายภาพ พื้นที่ และเงินทุนได้
ดร.สิริภา มองว่า หากพูดถึงอุปสรรคของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกคือเรื่องของ “การเข้าถึง” ซึ่งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านความรู้ มาตรฐาน และระบบการเงิน ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับระบบโซลาร์เซลล์ และยังมีคำถามอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับรูปแบบการใช้งาน หนึ่งในความเข้าใจที่ยังคลาดเคลื่อน คือหลายคนยังไม่เข้าใจว่าโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงานเข้ามาช่วย
นอกจากเรื่องความรู้แล้ว อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องมาตรฐานการติดตั้ง เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือช่างติดตั้งที่ยังขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งการติดตั้งโซลาร์เซลล์แตกต่างจากการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของตัวอาคารโดยตรง ทั้งการติดตั้งบนหลังคาและระบบเดินสายไฟ
ฝั่งติดโซลาร์ไม่ได้เหมือนการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า เหมือนการรีโนเวท การซ่อมบ้านมากกว่า ที่ไปเกี่ยวโยงกับโครงสร้าง ต้องไปติดบนหลังคา ต้องเดินสายไฟ
อีกหนึ่งประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือเรื่องการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์หลังหมดอายุการใช้งาน ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 20-30 ปี
สุดท้ายอายุโซลาร์อยู่ประมาณ 20-30 ปี เทคโนโลยีใหม่ ๆ 30 ปี แล้วจะมีการกำจัดซากยังไง จะกลายมาเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือเปล่า
ดร.สิริภา มองว่า หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าเรื่องพลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืนอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องมีมาตรฐานรองรับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงระบบรีไซเคิลอุปกรณ์หลังใช้งาน ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว วัสดุจากแผงโซลาร์เซลล์สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในสัดส่วนสูง
นอกจากเรื่องความรู้ มาตรฐาน และการเข้าถึงเงินทุนแล้ว ดร.สิริภา ยังมองว่า ในเชิงโครงสร้างระบบไฟฟ้าก็มีความท้าทายที่ต้องปรับตัวตามการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยอธิบายว่า ปัจจุบันระบบค่าไฟฟ้าของไทยยังคิดจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ระบบไฟฟ้ายังมีต้นทุนคงที่จำนวนมาก ทั้งค่าดูแลโครงข่าย ค่าบริหารระบบ และต้นทุนการลงทุนต่าง ๆ
อุปสรรคเชิงโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด เนื่องจากโครงสร้างราคาในปัจจุบันยังไม่มีการแยกแยะระหว่าง 'ต้นทุนคงที่ในการดูแลระบบโครงข่าย' (Grid Cost) กับ 'ค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้จริง' (Energy Cost) ออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่หันไปพึ่งพาโซลาร์เซลล์มากขึ้น ภาระต้นทุนโครงข่ายทั้งหมดจะถูกผลักไปตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มที่ไม่มีศักยภาพในการติดตั้ง ซึ่งโครงสร้างที่บิดเบือนนี้อาจผลักดันให้การไฟฟ้าก้าวเข้าสู่ภาวะ Utility Death Spiral หรือวงจรหายนะที่ยิ่งขึ้นค่าไฟเพื่อชดเชยการลงทุนส่วนโครงข่ายไฟฟ้าที่หายไป ก็ยิ่งเร่งให้คนหนีออกจากระบบมากขึ้นได้"
ต้นทุนเหล่านี้ปัจจุบันถูกรวมอยู่ในบิลค่าไฟของผู้ใช้ทั้งหมด แต่เมื่อมีคนหันไปใช้โซลาร์เซลล์มากขึ้น ปริมาณการซื้อไฟจากระบบก็จะลดลง ขณะที่ต้นทุนคงที่ยังคงอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมองว่า หากในอนาคตมีผู้ใช้โซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นมาก ระบบไฟฟ้าของประเทศจำเป็นต้องปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับต้นทุนระบบได้อย่างเหมาะสม
ดร.สิริภา ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนา “สมาร์ตกริด” หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ทั้งจากโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากสมาร์ตกริดจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนด้านระบบสื่อสารและระบบติดตามข้อมูล เพื่อให้การไฟฟ้าสามารถมอนิเตอร์ระบบไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงยังต้องรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งการใช้โซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนใหม่ที่ระบบไฟฟ้าของประเทศจะต้องลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน คือข้อจำกัดด้านช่วงเวลาการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟได้เฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ขณะที่คนจำนวนมากไม่ได้อยู่บ้านหรือใช้ไฟฟ้าหลักในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามต่อระบบกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่สำรอง ว่าจะเข้ามามีบทบาทมากน้อยเพียงใดในอนาคต หากพูดในแง่ของเทคโนโลยี ปัจจุบันระบบกักเก็บพลังงานมีความพร้อมค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
ดร.สิริภา อธิบายว่า ปัจจุบันโรงงานหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เริ่มสามารถประเมินความคุ้มค่าในการติดตั้งแบตเตอรี่ควบคู่กับโซลาร์เซลล์ได้แล้ว และในหลายกรณีก็ถือว่ามีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
เข้าใจว่าตอนนี้ก็ค่อนข้างจะคุ้มแล้ว คืนทุนได้เร็ว อาจจะไม่ได้เร็วเท่าโซลาร์อย่างเดียว แต่ว่ามันมี ความเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคครัวเรือน โดยเฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไป ดร.สิริภา มองว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่ยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่สูง ซึ่งหากภาครัฐต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง มาตรการสนับสนุนในระยะต่อไปอาจควรให้น้ำหนักกับ “แบตเตอรี่” มากกว่าการสนับสนุนเฉพาะการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว
ดร.สิริภา อธิบายว่า การสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงานจะช่วยกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ และช่วยสร้างตลาดด้านแบตเตอรี่ให้เติบโตมากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ในมุมของระบบไฟฟ้าโดยรวมมองว่า การมีโซลาร์เซลล์ร่วมกับแบตเตอรี่ยังช่วยให้การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากกว่าการมีเพียงโซลาร์เซลล์อย่างเดียว ในมุมทางด้านเทคนิค การที่มีโซลาร์บวกแบตเตอรี่ ช่วยในเรื่องของการจัดการโครงข่ายได้ดีกว่ามีโซลาร์อย่างเดียว
มูลค่าของระบบแบตเตอรี่จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่การเก็บพลังงานเพื่อใช้ในบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประโยชน์ในระดับระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศด้วย
ดร.สิริภา มองว่า หากภาครัฐต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสนับสนุนระบบแบตเตอรี่ควบคู่กับโซลาร์เซลล์ อาจเป็นแนวทางที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และลดภาระของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
แทนที่จะเหมือนการไฟฟ้ามารับผิดชอบเรื่องต้องจัดการซื้อแบตฯ ก็อาจจะให้คนที่สนใจที่จะติดแบตฯ ติดโซลาร์ ติดร่วมกับแบต ก็อาจจะเป็นการดึงดูดความสนใจให้คนมาเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยกันได้ไวมากขึ้น
เมื่อถูกถามถึงกลไกที่รัฐควรใช้ในการสนับสนุนแบตเตอรี่ ดร.สิริภาอธิบายว่า ปัจจุบันมาตรการสนับสนุนในส่วนนี้ยังเน้นไปที่ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านภาษีของ BOI แต่สำหรับภาคครัวเรือนหรือบ้านที่อยู่อาศัย ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับสนับสนุนการติดตั้งแบตเตอรี่โดยตรง โดยมองว่า รัฐอาจสามารถใช้แนวทางลักษณะเดียวกับภาคธุรกิจได้ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับประชาชนที่ต้องการติดตั้งระบบแบตเตอรี่ร่วมกับโซลาร์เซลล์
ก็อาจจะใช้มาตรการคล้ายกันก็ได้ เพราะด้วยความที่แบตฯ ก็ยังราคาแพงอยู่ แล้วคนกลุ่มที่จะเข้าถึงก็เป็นคนกลุ่มที่มีรายได้ เพราะฉะนั้นเขาก็อาจจะใช้วิธีการลดหย่อนภาษีตรงนี้มาได้ คล้าย ๆ กับกลุ่มเอกชน
อย่างไรก็ตาม ดร.สิริภา ยอมรับว่า ความท้าทายสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานในเวลานี้ยังคงเป็นเรื่อง “ราคา” ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายการใช้งานในวงกว้าง หนึ่งในวิธีสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนของแบตเตอรี่ได้ คือการกระตุ้นให้เกิดการใช้งานในวงกว้างมากขึ้น เพื่อสร้างดีมานด์และขยายตลาด
ปัจจุบันราคาของแบตเตอรี่ยังสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดยังมีขนาดไม่ใหญ่พอ และความต้องการใช้งานยังไม่มากนัก
นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ให้สามารถกักเก็บพลังงานได้ดีขึ้น และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ปัจจุบันอายุการใช้งานเฉลี่ยของแบตเตอรี่ยังอยู่ที่ประมาณ 7 ปี ซึ่งหากสามารถพัฒนาให้ใช้งานได้นานขึ้น ภายใต้ขนาดและต้นทุนเดิม ก็จะช่วยลดต้นทุนต่อการใช้งานลงได้อย่างมาก
อีกหนึ่งคำถามสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือประเทศไทยจะสามารถสร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกลุ่มโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ซึ่งกำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของโลกในอนาคต
ดร.สิริภา มองว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก เนื่องจากอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ต้องอาศัยวัตถุดิบสำคัญที่ประเทศไทยไม่ได้มีอยู่ในประเทศ ประเด็นนี้มักถูกหยิบยกขึ้นมาในการเปรียบเทียบระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับพลังงานฟอสซิล เพราะแม้พลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและวัตถุดิบจากต่างประเทศอยู่ดี
เวลาคุยกันเรื่องโซลาร์ เรื่องพลังงานหมุนเวียน เทียบกับฟอสซิล ประเทศไทยเราไม่ได้มีฐานการผลิต
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงเรื่อง “การกระจายความเสี่ยง” ของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการผลิตโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก หากในอดีตโลกเคยพูดถึง “ภูมิรัฐศาสตร์น้ำมัน” ปัจจุบันโลกก็กำลังเข้าสู่ยุคของ “ภูมิรัฐศาสตร์โซลาร์และแบตเตอรี่”
“แต่ก่อนเราพูดภูมิรัฐศาสตร์น้ำมัน คราวนี้เรามาพูดภูมิรัฐศาสตร์โซลาร์ แบตเตอรี่”
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มมองหาวิธีกระจายฐานการผลิต เพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียว และประเทศไทยเองก็อาจมีโอกาสในการดึงบางส่วนของซัพพลายเชนเข้ามาในประเทศ
เราก็จะไม่พึ่งจีนอย่างเดียว อาจจะต้องดึงบางส่วนของ supply chain เช่น เรื่องของการประกอบแผงย เข้ามาในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ดร.สิริภา อธิบายว่า หากพูดเฉพาะในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ กระบวนการผลิตหลัก โดยเฉพาะขั้นตอนการทำซิลิกอนให้มีความบริสุทธิ์สูงสำหรับผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก ปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จึงไม่ใช่เพียงต้นทุนแรงงาน แต่คือ “ไฟฟ้าสะอาด” และราคาพลังงานที่แข่งขันได้
ถ้าไม่สะอาดแล้วก็ไม่ถูก ก็ไม่ได้จะดึงดูดธุรกิจพวกนี้เข้ามาใช้เหมือนกัน
นอกจากนี้ยังอธิบายว่า ปัจจุบันธุรกิจโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ในประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ทำให้สัดส่วนของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศ หรือ local content ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก อย่างไรก็ตามมองว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ก็ยังสามารถสร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศได้ โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคติดตั้งและช่างเทคนิค
ช่างไฟฟ้าในการติดโซลาร์ก็จะเยอะขึ้น เพราะงั้นก็กระจายคน มีรายได้ในการติดโซล่ามากขึ้น
ในมุมมองของ ดร.สิริภา การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังมีอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อาจถูกพูดถึงไม่มากนัก นั่นคือเรื่องของ “ความเท่าเทียมในการเข้าถึง” พลังงานสะอาด เพราะยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องการเข้าถึงพลังงานสะอาดเช่นเดียวกัน แต่กลับยังไม่มีโอกาสหรือไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเข้าถึงระบบเหล่านี้ได้
หากประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง ก็อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และทำให้คนมีทรัพยากรเหลือสำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตามมองว่า ประเด็นด้าน “ความเป็นธรรม” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากนักในบริบทของประเทศไทย ขณะที่ในต่างประเทศ เริ่มมีการศึกษาและพูดถึงประเด็นนี้มากขึ้น โดยเฉพาะคำถามว่า การเข้าถึงพลังงานสะอาดอาจกำลังกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรายได้น้อยกับคนรายได้สูงขยายตัวมากขึ้นหรือไม่
ดร.สิริภา มองว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่กระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้น แม้หลายฝ่ายจะมีความคาดหวังต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริง กระบวนการดังกล่าวมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และทิศทางนโยบายของภาครัฐ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “ความพร้อม” ของผู้คนในสังคม ขณะเดียวกัน หากมองไปยังประเทศที่สามารถผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ก็มองว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่อง “เงินทุน” และ “ความจริงจังของภาครัฐ” โดยยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี ซึ่งสามารถเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว เพราะภาครัฐมีศักยภาพในการอัดฉีดงบประมาณเข้าสู่ระบบ รวมถึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เยอรมนีเลยมีเงินทุน เขาสามารถที่จะอัดฉีดเข้าไปในส่วนนี้ แล้วก็รัฐมีความเอาจริงเอาจัง
ในทางกลับกันมองว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือการทำงานเชิงนโยบายที่ยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
ประเทศไทยในการบริหารจัดการบางทีมันเป็นเหมือนไซโลแต่ละกระทรวงเขาก็จะทำงานของเขา แล้วไม่ได้มีการบูรณาการเท่าที่ควร ผลที่เกิดขึ้นคือ การผลักดันพลังงานสะอาดในประเทศไทยมักถูกมองผ่านกรอบของต้นทุนค่าไฟเป็นหลัก มากกว่าจะมองถึงผลประโยชน์ในมิติอื่นที่อาจเกิดขึ้นตามมา ส่วนใหญ่เราก็จะมองว่าเป้าหมายหลักคือพยายามจะลดราคา กดราคาไว้
ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้พลังงานสะอาดอาจส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต การลดภาระค่าครองชีพ หรือแม้แต่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หากภาครัฐสามารถดึง “ประโยชน์ร่วม” เหล่านี้ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบาย และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องของ “เงินทุน” ซึ่งมองว่าเป็นองค์ประกอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมายถึงการลงทุนในเทคโนโลยีและระบบใหม่จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ประเทศไทยอาจไม่ได้มีศักยภาพด้านงบประมาณมากเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่มองว่า หากภาครัฐมีเป้าหมายที่ชัดเจนและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริง ก็ยังสามารถหาแนวทางจัดหาเงินทุนหรือออกแบบมาตรการสนับสนุนได้
ความเร็วของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายและเจตจำนงของประเทศเป็นสำคัญ จะทำให้เร็วหรือช้า ก็อยู่ที่เป้าหมายของเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง