thansettakij
thansettakij
มิตซูบิชิ พาวเวอร์ มองไทยยังดึงดูดลงทุน EEC จับตาโรดแมปพลังงานสะอาด

มิตซูบิชิ พาวเวอร์ มองไทยยังดึงดูดลงทุน EEC จับตาโรดแมปพลังงานสะอาด

24 ก.ย. 68 | 00:00 น.

มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ย้ำมุมมอง “ไทย” ยังเป็นฐานลงทุนเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ EEC ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดในเอเชีย  ขณะที่บริษัทฯ จับตาโรดแมปพลังงานสะอาดอย่างใกล้ชิด พร้อมหนุนไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยยังคงถูกมองว่าเป็นฐานสำคัญที่ดึงดูดสายตานักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก หนึ่งในนั้นคือ มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานรายสำคัญจากญี่ปุ่น

อากิระ ทาคาฮาชิ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ พาวเวอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท เอ็มเอชไอ เพาเวอร์ โปรเจ็กต์ (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเทศไทยมีส่วนสำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของ มิตซูบิชิ พาวเวอร์ เเละทำงานร่วมกับไทยมากว่า 60 ปี ด้วยการมีส่วนในกำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 50 ของประเทศ

อากิระ ทาคาฮาชิ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ พาวเวอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท เอ็มเอชไอ เพาเวอร์ โปรเจ็กต์ (ประเทศไทย)

ผ่านการจัดหาเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงาน ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อนำเสนอโซลูชันด้านพลังงาน ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) และยังคงเดินหน้าเพิ่มบทบาทภายใต้เป้าหมายพลังงานสะอาดและความยั่งยืน

เรามีส่วนในกำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากกว่าร้อยละ 50 ของประเทศผ่านการจัดหาเทคโนโลยี พลังงานของเรา ในฐานะที่เป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญในภาคส่วนพลังงานของประเทศไทย โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความรู้ด้านวิศวกรรมเชิงลึก และความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ ในประเทศ เช่น กฟผ. เพื่อนำเสนอโซลูชันด้านพลังงาน ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

ศักยภาพการลงทุนของไทย

เมื่อประเมินศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ระบุว่า ประเทศไทยยังคงโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์ซึ่งอยู่ใจกลางของเอเชีย ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีการพัฒนามาเป็นอย่างดี และศักยภาพด้านพลังงานที่อุดมสมบูรณ์ ถือเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ขณะที่ ร่างแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2567 ของรัฐบาลกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 51 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037) เป้าหมายที่ท้าทาย ซึ่งประกอบกับกรอบเวลาที่ชัดเจนและการสนับสนุนด้านนโยบายนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของประเทศไทยต่อการเดินหน้าสู่ความยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

สิ่งนี้ไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการปรับทิศทางการเติบโตให้สอดคล้องกับอนาคตที่มีคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อีกด้วย

EEC หัวใจการเปลี่ยนผ่านด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรม

ผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ระบุว่า เขต EEC ถูกมองว่าเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านด้านอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ขณะเดียวกันยังมองว่า EEC จะกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดในเอเชีย 

เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางคมนาคมขนส่ง และเศรษฐกิจหลักในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูที่นำไปสู่การค้า การลงทุน และบริการ ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก วิสาหกิจในท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา ด้วยความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เหมาะสม

ระบบนิเวศนี้สามารถสนับสนุนการพัฒนาและการใช้งานโซลูชันรุ่นถัดไป เช่น ไฮโดรเจน การดักจับคาร์บอน การกักเก็บพลังงาน และระบบพลังงานดิจิทัล

นอกจากนี้ EEC ยังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของศูนย์ข้อมูล ซึ่งหมายถึงศักยภาพมหาศาลในการเพิ่มขึ้นของความต้องการด้านพลังงาน

เพื่อรองรับสิ่งนี้ มิตซูบิชิ พาวเวอร์ สนับสนุนการเติบโตนี้ เราได้ส่งมอบเทคโนโลยีกังหันก๊าซประสิทธิภาพสูง ซึ่งก็คือ กังหันก๊าซ JAC-Series มีประสิทธิภาพที่ 64% เป็นที่รู้จักในฐานะกังหันก๊าซขนาดใหญ่ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรมซึ่งได้รับการสนับสนุนด้วยการให้บริการด้านการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ที่แข็งแกร่ง

โรงไฟฟ้าหินกอง–ชลบุรี–ระยอง

ล่าสุด ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทได้ติดตั้งกังหันก๊าซ M701JAC ครบ 10 ชุดในโรงไฟฟ้าที่ชลบุรี ระยอง และราชบุรี โดย 8 ชุดตั้งอยู่ในเขต EEC ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของความต้องการด้านพลังงานที่แข็งแกร่ง และก้าวกระโดด เพื่อรองรับการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การลงทุนใน EEC จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่มีมูลค่าสูง ซึ่งรวมเอาเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาอุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานในประเทศเข้าไว้ด้วยกัน EEC เสริมสร้างความสามารถของไทยในการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า จากการเป็นศูนย์กลางการผลิตเป็นหลัก ไปสู่การเป็นศูนย์กลางขั้นสูง ด้านวิศวกรรม การวิจัย และนวัตกรรม สำหรับภาคส่วนพลังงาน

สิ่งนี้หมายถึงการสร้างศักยภาพในเทคโนโลยีรุ่นต่อไปเพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่าน เช่น ไฮโดรเจน การดักจับคาร์บอน และระบบพลังงานดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงและโอกาสในการถ่ายทอดความรู้ด้วย

มิตซูบิชิ พาวเวอร์ มองไทยยังดึงดูดลงทุน EEC จับตาโรดแมปพลังงานสะอาด

ผลักดันให้ EEC เป็นโมเดล Green Growth

ผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ระบุว่า นำเสนอโซลูชันขั้นสูง เช่น ระบบ GTCC ที่รองรับการใช้ไฮโดรเจนซึ่งให้พลังงานที่เชื่อถือได้ ยืดหยุ่น และคาร์บอนต่ำ รวมถึงโซลูชันการตรวจสอบระยะไกลที่รวบรวมข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึก และแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งจะช่วยในการเพิ่มสมรรถนะของโรงไฟฟ้าโดยรวมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราลงทุนในความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดการถ่ายทอด ความรู้และการสร้างมูลค่าในระยะยาว

ในการดำเนินการดังกล่าว มิตซูบิชิ พาวเวอร์ จะช่วยให้ EEC สามารถแสดงให้เห็นว่า ความตั้งใจและมุ่งมั่นด้านพลังงานสะอาดของไทยนั้น สามารถขับเคลื่อนทั้งความก้าวหน้า ทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนไปพร้อมกันได้อย่างไร โดยวางตำแหน่งประเทศให้เป็นผู้นำระดับภูมิภาค ในการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนร่วมกับชุมชน

นอกจากการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแล้ว มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนในระยะยาวกับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าเกิดการถ่ายทอดความรู้และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ตัวอย่างที่เด่นชัดคือการดำเนินกิจการร่วมทุนกับ กฟผ. ภายใต้ชื่อ  EGAT Diamond Service (EDS)  

บริษัทร่วมทุน EDS ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การให้บริการด้านการปรับปรุงและบำรุงรักษากังหันก๊าซ หรือการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริมเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมขั้นสูงด้านเทคโนโลยีกังหันก๊าซ 

การที่บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์การเติบโตแบบครอบคลุม การทำงานร่วมกับวิศวกรและช่างเทคนิคในประเทศจึงเป็นการสร้าง "ความเชี่ยวชาญระดับโลกภายในประเทศไทย"

การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ไม่ได้มองการลงทุนเป็นเพียงการขายเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างมูลค่าร่วม (shared value) โดยการยกระดับทักษะแรงงาน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีบุคลากรที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ซับซ้อนในระยะยาวได้

มิตซูบิชิ พาวเวอร์ มองไทยยังดึงดูดลงทุน EEC จับตาโรดแมปพลังงานสะอาด

รัฐบาลใหม่-ความต่อเนื่องนโยบาย

การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในประเทศไทยเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ทาคาฮาชิ ระบุว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่บริษัทมีความมั่นใจจากวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มีการวางไว้อย่างชัดเจนในด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) 

สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองที่ตรงไปตรงมาต่อการดำเนินนโยบายของประเทศไทย ซึ่งผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ชี้ให้เห็นถึง "แนวทางที่ยึดหลักปฏิบัติจริง" ในการสร้างสมดุลระหว่างความมุ่งมั่นกับความคุ้มค่า 

ขณะเดียวกันก็เน้นที่การกระจายความหลากหลายของพลังงาน การมีแหล่งพลังงาน ที่หลากหลายซึ่งเน้นที่ก๊าซ ควบคู่ไปกับการแนะนำให้มีการใช้เชื้อเพลิงสะอาดชนิดใหม่ เสริมสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงาน และเปิดโอกาสสำหรับนวัตกรรมและความร่วมมือ

คำเเนะนำรัฐบาลใหม่ทำให้ EEC เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด

เมื่อถูกถามถึงมาตรการหรือแรงจูงใจเพิ่มเติมที่รัฐบาลใหม่ควรนำมาใช้เพื่อผลักดัน EEC ให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด 

ผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ เน้นย้ำถึง ความสำคัญของการสร้างโครงข่ายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง รวมถึงนโยบายที่เอื้อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และการพัฒนาทักษะ มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจว่าการสร้างศูนย์กลางพลังงานสะอาดในระยะยาวนั้น ต้องสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่เอื้อต่อการเติบโตของบุคลากรและนวัตกรรมไปพร้อมกัน

EEC มีศักยภาพที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอาจรวมถึงด้านต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ เช่น ไฮโดรเจน แอมโมเนีย การดักจับคาร์บอน และการกักเก็บพลังงาน  นอกเหนือจากการจัดตั้งโครงข่ายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงแล้ว นโยบายที่เอื้อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และการพัฒนาทักษะ สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าชุมชน และคนงานในพื้นที่จะมีศักยภาพมากพอที่จะก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้

แผนสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลไทยหรือพันธมิตร

มิตซูบิชิ พาวเวอร์ เข้าใจดีว่า การลดการปล่อยคาร์บอนต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลายที่โซลูชันเดียวไม่สามารถแก้ได้ทุกปัญหา ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมุ่งเน้นการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรในพื้นที่สำหรับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในโซลูชันคาร์บอนต่ำชั้นสูง เช่น ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และการดักจับคาร์บอน

โดยในปี 2566 ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่เป็นรูปธรรมกับ BLCP เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเผาไหม้ถ่านหินร่วมกับแอมโมเนีย อุปกรณ์ไอน้ำ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เชื้อเพลิงสะอาดนี้ 

ขณะที่ในปี 2565 ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการผลิตพลังงานสะอาด ไฮโดรเจน และการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS)

ด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรในประเทศ มิตซูบิชิ พาวเวอร์ จึงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและเป็นนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยและช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว นั่นคือความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของไทยบนเส้นทางสู่ Net Zero

ผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ มองว่า เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเติบโตพร้อมกับความต้องการการจ่ายไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ความต้องการพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2567 ความต้องการพลังงานนั้นเพิ่มขึ้น 2.2% ซึ่งเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นเกือบ 1,100 เทราวัตต์-ชั่วโมง โดยประมาณ 80% ของการเติบโตนี้มาจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย ซึ่งมีแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้และราคาไม่แพง ถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

ในเวลาเดียวกัน กระแสการเรียกร้องให้ลดคาร์บอนก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น ก๊าซธรรมชาติ มีบทบาทสำคัญ ในการเชื่อมช่องว่างนี้ เนื่องจากมีปริมาณมาก มีความยืดหยุ่น และสามารถใช้ร่วมกับไฮโดรเจน หรือเทคโนโลยี การดักจักคาร์บอนเพื่อส่งมอบพลังงานที่สะอาดกว่า

คาดการณ์ว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติทั่วโลกจะเติบโตขึ้นจนถึงปี พ.ศ. 2573 โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งจะสร้างแรงกดดัน ให้กับห่วงโซ่อุปทาน และส่งผลให้มีความต้องการกังหันก๊าซระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ มิตซูบิชิ พาวเวอร์ สนับสนุนลูกค้าด้วยเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ได้ พลังงานที่พึ่งพาได้ในวันนี้ ควบคู่กับการก้าวไปสู่อนาคตที่มีคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ไปพร้อมกัน

ก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ขณะที่ทั่วโลกมุ่งหน้าสู่พลังงานหมุนเวียน แต่ความต้องการพลังงานที่พึ่งพาได้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้บริหาร มิตซูบิชิ พาวเวอร์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติจะยังคงมีบทบาทสำคัญที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เนื่องจากมีปริมาณมาก มีความยืดหยุ่น และมีอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าถ่านหิน การยืนยันบทบาทของก๊าซธรรมชาติในลักษณะนี้สะท้อนถึงมุมมองที่ยึดหลักความเป็นจริง ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม  

เขาอธิบายว่า เทคโนโลยี GTCC (Gas Turbine Combined Cycle) ของบริษัท ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ ด้วยประสิทธิภาพความร้อนที่สูงที่สุดในปัจจุบัน โดยกังหันก๊าซ JAC-Series ของบริษัทมีประสิทธิภาพสุทธิสูงถึง 64% ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 65% เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหิน  

ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับอนาคต โดยกังหันก๊าซในปัจจุบันสามารถเผาร่วมกับไฮโดรเจนได้มากถึง 30% และยังสามารถเสริมด้วยเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ที่สามารถดักจับการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 90% ด้วยการปรับปรุง เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงถือเป็นเส้นทางการลดคาร์บอนที่สามารถขยายผลต่อได้ง่ายในโครงสร้าง พื้นฐานใหม่และที่มีอยู่แล้ว